ซื้อภาพการกุศล

ร่วมซื้อภาพการกุศลสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย
เป็นทุนการศึกษาของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

อ่านวิธีการซื้อภาพการกุศล

ผลงานที่ได้รับรางวัล

เลือกระดับชั้นการศึกษาเพื่อดูรายชื่อผลงานและศิลปินที่ได้รับรางวัล

รางวัลชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

14-015

เสน่ห์กทม
Glamor of Bangkok

สีมาร์คเกอร์+สีอะครีลิค+ปากกากันน้ำ (40x60 cm.)
Marker and Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
ครอบครัวกลางถนน
MID – ROAD FAMILY
ศิลปิน
เด็กหญิงกัลยณัฏฐ์ โอษธีศ
Kalyanut Osatis
สถานศึกษา
โรงเรียนโพธิสารพิทยากร
Potisarnpittayakorn School
ราคา
10,000 บาท
Price
~333 USD
วรรณกรรม / Literature
เลิกเครียดกับการใช้รถใช้ถนนกรุงเทพฯ จะมีรถสักกี่ล้านคันไม่เห็นแปลก จะหยุดชะงักจนแทบพักแรมกลางถนนเป็นเรื่องธรรมดา และอาจจะเพราะเริ่มชอบสภาพชีวิตในรถ ครอบครัวของเราใกล้ชิดแนบแน่น บางทีได้ทานอาหารกลางวันด้วยกันบนทางด่วนตามประสาครอบครัวอบอุ่น มีเรื่องได้หัวเราะต่อกระซิก เมื่อรถติดตายผู้คนเริ่มลงไปเดินยืดเส้นยืดสาย ทำให้รู้จักใครต่อใครไม่น้อย ทักทาย ปรับทุกข์ เราคล้ายจะเป็นเพื่อนบ้านกัน คิดถึงเจ้าตัวเล็ก ผู้เติมเต็มชีวิตครอบครัวให้สมบูรณ์ พ่อแม่ลูก ข้าวของเครื่องใช้ กับกิจกรรมในครอบครัวเร่งด่วน และจำเป็นเพื่อความสุขแห่งชีวิตกลางถนนแห่งกรุงเทพฯ
Stop stress about using the road in Bangkok. How many million cars will there be? To halt as if making camps in the middle of the road is common. Maybe because we started to like the condition of life in the car, our family members are close and sometimes we may have lunch together in a driving car on the highway as a warm family. There is something for us to burst into laughter. When the traffic is dead, people begin to get out of the car to relax. Even we look around get to know with other people, to greet, to confide; as we feel like neighbors, thinking of the little ones who complete the family life, their parents and children, urgent family activities, and necessary for the happiness of life in the middle of the streets of Bangkok.
เหตุผล / Reason
วันหนึ่งที่คุณพ่อขับรถไปส่งหนูที่โรงเรียนในขณะที่รถติดอยู่บนถนน หนูถามพ่อว่ากรุงเทพฯ เมื่อก่อนหนูเกิดบรรยากาศบนท้องถนนเป็นอย่างไร หลังจากนั้นพ่อก็เล่าถึงกรุงเทพฯ เมื่อในอดีตให้ฟัง พอตกเย็นพ่อได้ยื่นหนังสือ “ครอบครัวกลางถนน” เขียนขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้วให้หนูอ่าน เมื่ออ่านจบทำให้หนูได้เกิดจินตนาการภาพชีวิตของคนใน กทม.ที่กำลังใช้ชีวิตสภาพสังคม และการดิ้นรนเพื่อความฝันเพื่อความอยู่รอดความสัมพันธ์ของผู้คนท่ามกลางบรรยากาศรอบๆ ตัวบนถนนในอดีต ซึ่งก็คงไม่ได้ต่างจากปัจจุบันเท่าไหร่ แต่อาจจะมีบรรยากาศที่เปลี่ยนไปบ้างจากที่หนูเห็นในปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญคือทุกคนต้องอยู่กับมันอย่างมีความสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หนูสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้จากความเข้าใจในชีวิต และสังคมรอบตัวสร้างบรรยากาศของผู้คนบนถนนใน กทม. ให้ทุกคนสามารถนึกย้อนกลับไปสัมผัสอารมณ์ ความรู้สึกของแต่ละคนที่ผ่านมาในอดีต กลับไปมองเห็นภาพแห่งความสุข ที่ทุกคนย่อมเคยผ่านการใช้ชีวิตบนถนนใน กทม. ที่ทำให้ทุกคนมีความสุขกับวิถีชีวิตของผู้คนบนถนน มีของกินของใช้ให้เลือกซื้อบริการต่างๆเต็มข้างถนน ได้พูดคุยกับครอบครัวหรือคนรักได้มากขึ้น ได้รู้จักผู้คนรอบข้างที่ใช้ชีวิตร่วมกับเราบนท้องถนนเป็นความสุขอีกรูปแบบหนึ่งที่ทุกคนต้องจดจำ และหาที่ไหนไม่ได้ นอกจากบนท้องถนนของ กทม. นั้นคือเหตุผลที่ทำให้ “ฉันรักเมืองไทย”
One day while Dad drove me to school, the car is stuck on the road, I asked Dad about the atmosphere on the road before I was born. He told me something about Bangkok in the past. And in the evening he handed me the book named “Family in the middle of the road” written more than 30 years ago. By the time I finished reading it, I could imagine the life of the people in Bangkok spending their lives in the societies, struggling for their dream and surviving, relationships among people in the surrounding atmosphere on the roads in the past, which was not much different from today. Anyway, the atmosphere has been changing, which we have to live with it happily and inevitably. This made me create the work from understanding of life and society around, by creating an atmosphere of people on the streets in Bangkok that everyone can look back to sense the mood and feelings of each person in the past. By returning to see the scenes of happiness that everyone has passed through life on the streets of Bangkok, that makes everyone happy with the way of life of the people on the street has food, items of appliances, various services to choose and to buy from the side of the road. We can talk more with family or loved ones, or get to know the people around us who live with us on the road. Conclusively speaking, it is another form of happiness that everyone must remember, which we cannot find anywhere except on the streets of Bangkok that is the reason why "I love Thailand".

แชร์:

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

14-016

แว่นฟ้าเวียงพิงค์
Wan Fah WiangPhing

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
เพลงแว่นฟ้าเวียงพิงค์
Wan Fah WiangPhing
ศิลปิน
เด็กชายสิปปกร สูงขาว
Sippakarn Songkhao
สถานศึกษา
โรงเรียนดาราวิทยาลัย
Dara Academy
วรรณกรรม / Literature
แดนดินถิ่นนี้ นพบุรีศรีนครพิงค์ มีสายน้ำแม่ปิงไหลอิงม่อนดอยสุเทพเตียมฟ้าหมอกมุมเมืองดอกเอื้องน้อยบานก๋างป่า ดงไพร นกยูงคำขันเสียงใส บ่มีเมืองใดเหมือนเมืองเจียงใหม่ฮ้อยฮวมฮักฮ่วมใจ๋ยองฮื้อเขตไตจ้าดเจื้อคนเมือง ปี๋ใหม่สงกรานจุ่มเย็นวัดวางานเด่นเป๋นเมืองศาสนา ราชธานีล้านนา สามกษัตริย์พญาตกแต่งแปงสร้าง เจียงใหม่ต้าจ้างบ่ฮ้างฮิตฮอยของเก่าเดิมมา หวานล้ำกำฮู้กำจา เมืองศาสนาบ่มีไหนเต้า เจิญมาแอ่วเมืองเฮา ม่วนงันสรรค์เหล่าดุริยดนตรี
The land of NopBuriSrinakhonPhing, embraced with river Mae Ping, and mountain DoiSuthep high into the sky, holding foggy corner of the city, clinging the blooming flowers of the wild, accompanied by Peacocks’ singing clear sound. The city of Chiang Mai is unique. All loves bound here among the natives of the Province. The traditional New Year Songkarn, cooling down the old city, the prominent temple is a religious city, Lanna, monument of three Kings, who helped establish the city of Chiangmai that becomes abandoned. The city people speak with pleasant voices. No cities have more religious people than the ones here. Come and join us for creative local music.
เหตุผล / Reason
ผลงานชิ้นนี้ข้าพเจ้าได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทเพลงแว่นฟ้าเวียงพิงค์ซึ่งมีตอนหนึ่งของเนื้อเพลง สื่อถึงความงดงามทางวัฒนธรรมอันดีของชาวล้านนาที่ยังดำรงไว้ซึ่งความสง่างามทางวัฒนธรรม ในผลงานสื่อถึงงานปอยหลวงคือ งานบุญที่ยิ่งใหญ่ของภาคเหนือ ซึ่งจัดเป็นประจำของทุกๆ ปี เพื่อเป็นการจัดฉลองที่ยิ่งใหญ่ของวัด คำว่า”ปอย”มาจากคำว่า”ประเพณี”หมายถึงงานฉลองรื่นเริง ส่วนคำว่า”หลวง”หมายถึง”ยิ่งใหญ่”ดังนั้นคำว่า”ปอยหลวง”จึงเป็นงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ หรือเป็นการฉลองถาวรวัตถุของวัด หรือฉลองสิ่งก่อสร้างของวัดที่ประชาชนช่วยกันทำขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะและประเพณีงานปอยหลวงมักจะจัดขึ้นในช่วงเดือน 5 จนถึงเดือน 7 เหนือ ซึ่งก็ตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายน หรือบางแห่งอาจไปถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เพราะเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงอยากที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่สื่อถึงงานประเพณีและวัฒนธรรมล้านนาออกมาเป็นผลงานโดยอ้างอิงเรื่องราวจากท่อนหนึ่งของบทเพลงแว่นฟ้าเวียงพิงค์เพื่อสื่อถึงความรักที่มีต่อถิ่นฐานบ้านเกิดในดินแดนล้านนาไทยแห่งนี้
This work represents the great cultural beauty of the Lanna people, who still maintain the cultural elegance in the works, portraying Poi Luang, the great merit fair of the North, which regularly held. Every year, in order to celebrate the grandeur of the temple, the word "Poi" comes from the word "tradition means a festive celebration while" Luang means "great, so the festive fairs "Poi Luang "is a great celebration. It is a big celebration or a celebration of the temple's permanently built objects or a celebration of the temple's buildings that people have helped make for the benefit of public and tradition from the 5th month to the7th month of the Northern calendar which falls on February until April of the international. Some places may continue to May each year. I therefore would like to create works that convey Lanna traditions and culture into works to expresses love for my hometown.

แชร์:
14-017

บ้านฉันสุขอุดม
My home is plentiful

สื่อผสม (43.5x55 cm.)
Mixed Media
ชื่อวรรณกรรม
อีสานบ้านเฮา
Isaan Ban Hao
ศิลปิน
เด็กชายธนวัฒน์ เจิมวรรธนะ
Thanawat Joemwatthana
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านศิลปะ
BANSILLAPA
วรรณกรรม / Literature
จานริมทางบางต้นบานดอกแล้ว ดวงดอกรูปจันทร์เสี้ยวสีเพลิงย้อยระย้ารับแดดหน้าหนาวตอซังหลังฤดูเก็บเกี่ยวซีดเศร้าราวอาลัยกับการพรากจากไปของเรียวรวง ลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดความหนาวเย็นเข้ามา ก่อนจะพากันไป ร้อน ฝน หนาว จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปกี่ฤดูก็แล้วแต่ คนในชุมชนบ้านอาลอก็ยังคงอยู่กินกันได้อย่างไม่เดือดร้อน แร้นแค้น มีความสุขกันไปตามอัตภาพของชาวชนบท
Some ‘Jan’ or sacred trees along roadside have already blossomed. Flowers of the crescent-moon shape get the winter sun. The stubble after the harvest is sadly pale, as if mourning the parting of the slender body. The northeast wind blows a cold in before going together. How many seasons will change in hot and cold weather? The people of ‘Ban Alor’ community were able to live together without any trouble. Happy according to the convention of the rural people.
เหตุผล / Reason
อีสานบ้านเฮา เป็นวรรณกรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต ของชาวอีสานที่ต้องปรับวิถีการดำเนินชีวิตไปตามแต่ละฤดูกาล ฤดูฝนที่ชุ่มฉ่ำแต่ผืนดินไม่สามารถกักเก็บความชื้นได้นานพอให้พืชพรรณเขียวได้ทั้งปี ฤดูหนาวที่หนาวเหน็บมาพร้อมกับความแห้งแหล้งอันยาวนานล่วงเลยฤดูร้อนอันแห้งผาก แต่เราก็สามารถชนะอุปสรรคความแห้งแล้งจากแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นทฤษฎีที่ถูกคิดขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาเกษตร ให้เกษตรกรได้มีชีวิตหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน และในการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง อันเป็นหลักยึดที่คุณตาคุณยายและครอบครัวของผมน้อมนำมาปฏิบัติประยุกต์ใช้ตามรอยพ่อของแผ่นดิน สร้างความชุ่มชื้น สร้างแหล่งน้ำโดยขุดบ่อเลี้ยงปลา ทำสวนยางปลูกป่า ปลูกผักและผลไม้ จนสามารถชนะอุปสรรคความแห้งแล้งได้สำเร็จ ได้ทานอาหารที่ปลอดสารพิษและมีผลผลิตไว้จำหน่ายและแบ่งปันให้กับผู้อื่น
‘Isaan Ban Hao’ is a literary reflection on the way of life of the people who have to adjust their lifestyle according to each season. Rainy Season is the wet season but the soil cannot hold moisture for long enough to allow green plants all year. The cold winter along with long-lasting dryness, the dry summer passed, but we can overcome the barriers to drought. Using the new agricultural theory, is a theory that has been conceived using the concept of natural resource use and management in agriculture, which His Majesty King BhumibolAdulyadej bestowed upon the Thai people to solve problems in agriculture by allowing farmers to escape the snare of poverty. On the theory of forests of 3 kinds and benefits of 4 kinds, the principles of which my grandparents and my family embraced them and applied them to follow the father of the land. We create wet soil and water sources by digging fishponds and make a rubber plantation. Planting forest, grow fruits and vegetables until we succeed overcoming the drought barrier, and get non-toxic food and products that are available to sell and share with others.

แชร์:
14-018

ดวงดาวสีน้ำเงิน
Blue stars

ภาพพิมพ์ (40x60 cm.)
Print
ชื่อวรรณกรรม
วันโลกยิ้มแฉ่ง
World Smiling Day
ศิลปิน
เด็กหญิงธัญญฑ์ชนก นันโท
Thanyachanok Nunto
สถานศึกษา
โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย
Yupparaj Wittayalai school
วรรณกรรม / Literature
จากเรื่องดวงดาวสีน้ำเงิน การรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ปรากฏไปทั่วโลกเพราะชาวโลกเริ่มหวาดกลัวภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น คลื่นความร้อน พายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม พายุหิมะ แผ่นดินถล่ม น้ำแข็งขั้วโลกละลายและอื่นๆอีกมากมาย สภาพอากาศแปรปรวน ชาวโลกจึงพยายามช่วยกันรณรงค์ให้ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ หาพลังงานทดแทนมาใช้ หันกลับมาใช้กระดาษแทนพลาสติก ปิดไฟลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซพิษและอื่นๆอีกมากมาย เมื่อโลกกลับสู่บรรยากาศปกติ สภาพภูมิอากาศไม่แปรปรวน สภาพเศรษฐกิจกลับมาเฟื่องฟูไปทั่วโลก วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้นมากมาย มีนักประดิษฐ์ คิดค้น รถยนต์ ใช้ขับกันบนท้องถนนมากมาย
From the story of the blue stars, campaign to reduce global warming appeared to all over the world because people have begun to beware natural disasters that occurred from time to time. Because of heat wave, thunderstorms, floods, blizzards, landslides, melting of the polar ice and more inclement weather, people are trying to help each other campaign to save natural resources, find energy. Instead of plastic, we use paper. When turning the lights off to reducing energy consumption and toxic gas emission, and much more, the atmospheres of the world shall return to its normalcy. When climate is stable, the world economy will prosper. Science and technology avant-garde come to existence; inventors, cars that are abound in the roads, etc.
เหตุผล / Reason
จากเรื่อง ดวงดาวสีน้ำเงิน ฉันประทับใจเกี่ยวกับการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน เพราะปี 2550 มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เช่น เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง น้ำท่วม พายุหิมะ แผ่นดินถล่ม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย ทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆขึ้นในยุคนั้น และได้ทราบถึงวิธีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับปัญหาที่ไม่ทำให้เกิดโรคร้อน เช่น ช่วยกันรณรงค์ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ หาพลังงานมาทดแทน หันกลับมาใช้กระดาษแทนถุงพลาสติก ปิดไฟลดการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซพิษ เป็นต้น และได้รู้ถึงสภาพเศรษฐกิจ และการพัฒนาของเทคโนโลยีและการศึกษา และได้รู้ถึงปัญหาเมื่อก่อนว่าสภาพแปรปรวนมาก และเกิดละลายกลายเป็นน้ำไหลลงสู่มหาสมุทร ทำให้การไหลอย่างรวดเร็วของน้ำในมหาสมุทรที่ถูกน้ำจากน้ำแข็งเข้ามาเพิ่มปริมาตร ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันทั่วโลก ในยุคนั้นและมีผู้คนถูกน้ำซัดหายไปมากมายจนยากจะสืบค้น และในปลายปีนั้นเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เกิดความเสียหายกระจายทั่วโลก และทำให้รู้ว่าเมืองใหญ่หลายแห่งทั่วโลกกลายเป็นเมืองร้างจมอยู่ใต้น้ำ และผู้คนต้องอพยพย้ายไปสร้างบ้านเมืองอยู่บนเขาและการเลี้ยงสัตว์ทำได้ยากขึ้น และสภาพอากาศไม่คงที่
From the story of the blue star, I was impressed about the global warming campaign. Especially in the year 2007, many occurrences such as thunderstorms, floods, blizzards, landslides, polar ice melting, causing various stories to happen in that era, and make us learn how to solve problems that do not cause greenhouse effects, such as campaigns to help save the natural resources. By applying renewable energies, we turn back to use paper bags instead of plastic bags, turn off the lights, reduce energy consumption, and reduce emissions of toxic gases, etc., realize the economic conditions and the development of technology and education. And the most important is learn of the problem in the past that everything had been volatile, such as polar permafrost has been melting and huge sum of water flowing into the ocean and causing the rapid flow of ocean streams that have caused flash floods around the world. In the next era, when there were so many catastrophes, lowlands subsided and people shall be driven away, so it was hard to search, and at the end of the year, there was a big earthquake and many big cities have become abandoned cities, submerged under water. Eventually, people have to migrate to build a country on the highlands and raising animals could be more difficult because the climate is unstable.

แชร์:

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

14-019

ใบบัว
Lotus leaf

ประติมากรรมดินเหนียว (38x54 cm.)
Pottery
ชื่อวรรณกรรม
ความสุขของกะทิ
The Happiness of Kati
ศิลปิน
เด็กชายณัฐพล เณรธรณี
Natthaphon Nenthorani
สถานศึกษา
โรงเรียนนางรอง
Nangrong School
วรรณกรรม / Literature
ตาจะพายเรืออย่างสบายอารมณ์ ไม่นึกกะเกณฑ์ว่าจะต้องออกจากบ้านกี่โมง ไม่ช่รายการท่องเที่ยวกับทัวร์ตามรถไฟตาบอก แต่เป็นทัวร์ตามอำเภอใจต่างหาก เรือท้องแบนหัวเรือสั้นๆลำนี้ ทำหน้าที่เป็นพาหนะชั้นดี ไม่ก่อมลพิษ เคลื่อนที่แหวกสายน้ำใส ไปตามแรงของคนพาย ถ้าผ่านเข้าไปกลางฝูงจิงโจ้น้ำ ก็จะพากันแตกหนี ดูวุ่นวายจ้าละหวั่นดี ตากับกะทิแทบไม่ส่งเสียงพูดกัน ปล่อยให้เรือกับผืนน้ำทักทายกันพอ ดวงอาทิตย์ดูไกลอยู่บนฟ้าทั้งๆที่เริ่มทอแสงแรง แต่น้ำรอบกายทั่วทุ่งราวเกาะแก้วกางกั้นไอร้อน นาทีราวหยุดนิ่ง น้ำกับฟ้า ลมกับตะวัน คือกรอบภาพที่มีเรือลำหนึ่งปรากฎอยู่ตรงกลาง
Grandpa shall pleasantly row his boat regardless of what time to leave home, because it is not scheduled tour as departure time of the train. This short-prow, flat-bottomed boat serves as a top class vehicle emitting no pollution, moving through the water line after the rower's strength. If passing through the middle of the water striders, they shall flee in all directions, which look chaotic! Grandpa and Kati barely talk but let the boat and water get along. As the sun shines far from the sky but the water all around in the field looking like crystal island “KohKaew”, is blocking the heat. As the minute were still standing, the boat is in the midst of water, the sky, and the sun.
เหตุผล / Reason
จากที่ผมอ่านหนังสือเรื่องความสุขของกะทินะครับผมรู้สึกประทับใจทรงผม ความสนุกสนานความร่าเริงแจ่มใส ความฉลาดของกะทิ เเละผมยังประทับใจตาเเละยายที่เลี้ยงดูกะทิเป็นอย่างดีทำให้กะทิรู้สึกว่าไม่ได้ขาดความอบอุ่นนอกจากผมประทับใจกะทิ ตาเเละยายเเล้ว ผมยังประทับใจบรรยากาศบ้านของกะทิที่เต็มไปด้วยทุ่งนาที่มีลำคลองที่เต็มไปด้วยดอกบัว ซึ่งผมประทับใจตอนที่ตาพากะทิไปเก็บสายบัว เพื่อมาทำอาหารกลางวัน ผมจึงนำมาสร้างเป็นงานศิลปะที่ชื่อว่า"ใบบัว"ครับ ปัจจุบันนี้ธรรมชาติที่สวยงามหาได้น้อยลงมีเเต่คนทิ้งขยะใช้สารเคมี ปล่อยน้ำเสีย ทำให้คลองมีความตื้นเขิน สกปรก มีเเต่ขยะผมอยากให้ทุกคนหันมาใส่ใจธรรมชาติเเละสิ่งเเวดล้อมกันมากขึ้น โดยเริ่มจากตัวเรา เช่นการไม่ทิ้งขยะมูลฝอย การไม่ใช้สารเคมี ในชุมชนควรลด ละ เลิก การใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย เพื่อจะให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอุดมสมบูรณ์ตลอดไปครับ
The “Happiness of Kati” impressed me by fun, cheerful brilliance of Kati and grandpa and grandma, who raised Kati well, made her feel she was not lacking loving care. Besides, I am also impressed with the atmosphere of Kati’s house, surrounded with rice fields and canal, abundant with lotus. I was also impressed with the atmosphere of the ambience when grandpa with Kati rowed the boat into the lotus pond and picked some lotus roots and brought them back home to prepare for lunch. Then, I created an art called "Lotus leaf". Nowadays, the beauty of nature dwindles. Dumping chemicals and wastewater into canals, which created pollution and blocking waterway. So, one should refrain from spoiling but sustain the perfection of nature and environments by starting from us ourselves.

แชร์:
14-020

เดินทาง
The Journey

สีอะครีลิค (40x60 cm.)
Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
ลูกอีสาน/หมู่บ้านเริ่มร้าง
The Northeastern Boy
ศิลปิน
เด็กหญิงภัทรฤทัย บุญสบ
Phatruethai Bunsob
สถานศึกษา
โรงเรียนพนมเบญจา
Panombenja school
วรรณกรรม / Literature
เมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนออกเสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นอีกคูนยืนอยู่ใกล้ๆ แม่มองดูขบวนเกวียนนั้นจนลับสายตา คูนถามแม่ว่า “พวกลุงนั้นจะไปอยู่ที่ไหนละแม่” “ไปอยู่บ้านดินดำน้ำชุ่ม ปลากุ่มบ้อนคือแข้แกว่งหาง” แม่ว่า คูนได้ยินคำพูดอย่างนี้บ่อยๆ แต่คูนไม่เคยสนใจ เพิ่งจะสนใจก็คราวนี้แหละจึงถามแม่อีกว่า “บ้านดินดำน้ำชุ่มคือย่างไรล่ะแม่” แม่อธิบายว่าคือที่ทำนาได้ทุกปี ปลาในน้ำก็มีตัวโตๆ เวลามันกระโดดน้ำเหมือนกับจระแข้ฟาดหาง คูนตามพ่อขึ้นไปบนเรือน แล้วถามพ่อว่า “เมื่อใดพ่อจะพาพวกผมไปอยู่บ้านที่มีปลาเล่นน้ำ เหมือนจระแข้ฟาดหางล่ะพ่อ” พ่อบอกคูนว่า “ปู่ของลูกสั่งว่าไม่ต้องย้ายไปไหนนะลูก” แม่ขึ้นมาพูดต่อว่า “ไปก็ดี ปีนี้คงจะแล้งอีก” คูนดีใจไปนั่งลงใกล้ๆ พ่อแล้วพูดว่า “ไปนะพ่อ ปู่ตายแล้วปู่ไม่ด่าหรอก” พ่อหัวเราะหึๆ แล้วถามคูนว่า “จะไปทำไม”
As the caravan of wagons moves, the buzzing sounds start. Koon stands next to his mother, looking at the wagon trail until it is out of sight. He asks his mother, "Where are those uncles going? "To Din Dam Nam Choom area" (the area, where soils are black, fertile or wetlands) and 'Gumbon' fish are swaggering the tails," answer the mother. Koon had heard such words quite often but paid no attention. Opposite to this time, he asks his mother again, "What is the Din Dam Nam Choom area?" Mother explains, it is the area one can keep farming throughout the year. The fish in the water are big and seen jumping in the water. Like alligator whipping its tail." The boy follows his father up the house and asks him, “when is it time to bring us to the areas where fish swim in the water like alligator whipping its tail?” Dad told him, "Your grandfather ordered that you do not have to move anywhere else, son," but mother comes up and says, “we should go as drought may repeat here again this year". Father laughs and asks, “Why are we going to leave? ”
เหตุผล / Reason
ความประทับใจที่ได้เขียนรูปนี้ขึ้นมาเพราะ อยากที่จะสื่อให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนในภาคอีสานสมัยเมื่อ 40 ปีที่แล้ว คนอีสานสมัยก่อนจะย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ เพราะว่าที่ตรงนั้นเป็นที่แห้งแล้ง จึงจะต้องรวมกองเกวียนกันเยอะๆเพื่อที่จะต้องหาที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่เดิม เพราะจะทำให้ทำมาหากินได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น และจะทำให้ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น คนในสมัยก่อนจะมีวัวควายกันอยู่ทุกๆบ้าน เพราะวัวควายจะช่วยทำนาไถนา ส่วนข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้คือ ได้เห็นถึงการดำรงชีวิต การเอาชีวิตรอดของคนสมัยก่อนและสมัยนี้ ซึ่งมันแตกต่างกันมาก เพราะสมัยนี้มีทั้งเทคโนโลยีเข้ามาช่วยทำให้คนดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น สมัยนี้แค่นั่งจิ้มโทรศัพท์ก็ได้ทั้งของกินอร่อยๆ มานั่งกินข้าวแล้ว แต่สมัยก่อนจะต้องออกหากินแต่ละวัน ก็ไม่รู้ว่าจะได้อาหารมากินหรือเปล่าจึงสะท้อนให้เห็นถึงโลกปัจจุบันและโลกในอดีต
The Impression in drawing this picture is I feel like to convey the lives of people in the northeast of the country over 40 years ago. The old Northeast people had relocated quite often because there were repeating droughts in the areas, so they had to make way out trails of wagons in order to find new areas with fertile soils other than the former ones, in order to make their livelihood more comfortable and easier life. People in the past had cattle in every home because cattle help them plow the soil. The insights from this story are to see how the groups of people live and survive. Life of people in the past and today, which is different because nowadays, life is much more convenient owing to better technology to help make life much easier. Nowadays, people just sit and poke the screen of the phone to order delicious food through application of food deliveries, and just wait for food to eat, opposite to life in the past, people had to make a living day by day to make ends meet. They did not know whether they could get food or not, thus reflecting lifestyle in the present and the past world.

แชร์:
14-021

เล่นน้ำคลอง
Canal play

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
บ้านชายทุ่ง
House in the border field
ศิลปิน
เด็กหญิงศิวกร ดำจีน
Siwakorn Damchin
สถานศึกษา
โรงเรียนศรียาภัย
Sriyapai school chumphon
วรรณกรรม / Literature
บ้านอยู่ชายคลอง ลูกจันจึงมีกิจกรรมที่สนุกๆ ทำในวันหยุดเสมอ ถัดจากบ้านพี่สาวเพียงสามหลังก็ถึงชายคลองบ้านหลังติดกันเป็นบ้านเช่า ถัดไปเป็นบ้านเพื่อนของลูกจัน ซึ่งเปิดเป็นร้านค้าใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน ถัดไปอีกเป็นร้านค้า เจ้าของเป็นสองสามีภรรยาที่ใจดี พูดจาไพเราะเหมาะสมกับอาชีพค้าขาย ถัดจากบ้านหลังนี้เป็นตลาดเย็นซึ่งตั้งอยู่ริมตลิ่ง ความจริง ลูกจันคุ้นเคยกับคลองนี้มาตั้งแต่เล็กๆ เพราะเคยหนีพี่มาอาบน้ำคลองกับพี่จุก อาบน้ำในสระไม่สนุกเท่ากับอาบน้ำในคลอง เห็นพี่ๆ กระโดดน้ำกันตูมๆ น่าสนุก จึงลงเล่นบ้าง ตอนนั้นลูกจันยังว่ายน้ำไม่เป็น เลยใช้วิธีเดินไปตามสะพานที่ทอดลงคลองค่อยๆ หย่อนตัวลงน้ำ โดยเกาะเสาสะพานไว้ แล้วโผเข้าหาฝั่ง ครั้งแรกๆ เท้าเหยียบพื้นทรายก็ดีใจ รีบวิ่งขึ้นสะพานไต่ไปตามเสาแล้วโผเข้าหาฝั่งใหม่ แต่ครั้งสุดท้ายเกิดโผไม่ถึงฝั่ง เท้าไม่แตะพื้นทรายจึงจมน้ำ สำลักน้ำหูตาเหลือก แต่ต้องตะเกียกตะกายจนถึงฝั่งได้ตั้งแต่นั้นมาก็ว่ายน้ำเป็น แต่ถูกพี่จินตีก้นตั้งแต่ ชายคลองจนถึงบ้าน โทษฐานที่หนีมาเล่นน้ำคลอง ตีก้นแต่ละครั้ง พี่ก็พูดสำทับว่า “ทีหลังอย่าหนีมาอาบน้ำคลองอีก”
There is a house near a canal, in which Luk Chan lives and always has fun activities do on holidays. After reaching the canal, the adjacent is a rental house. Next door to Luk Chan's is her friend's house, the largest store in the next village. Another is the store of a nice husband and wife couple. Next on the canal bank is located a late afternoon market. Actually, Luk Chan had been familiar with this canal since young, used to sneak out from home to take a bath in the canal with an older friend, Pee Juk. Having seen them jumping into the water made her excited. For Luk Chan, taking bath in the pond was less funny than in the canal but she was not able to swim, so she followed her older friends to the canal by walking along the embankment to the stairs, and dropped herself in the water. She had to hold tight the pillars of the bridge and tried to move from one pillar to the other. Once it happened, she could not manage her movement. She was between two pillars and her tiptoes could not meet the bed of the canal, so she drowned and suffocated. She struggled until she reached to the bank. Since then she knew how to swim as long before punished by the elder brother Pi Chin for disobedience on the way back from canal to home and repeated his warning.
เหตุผล / Reason
ภาพนี้มีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของเด็กบ้านทุ่งที่มีวิถีชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์งดงาม บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่ง เป็นเด็กที่ขยัน น่ารัก มีสัมมาคารวะ เป็นที่โปรดปรานของทุกคนในครอบครัว ใกล้ชิดกับผู้เป็นแม่ อาศัยอยู่ในชนบท ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณริมคลอง เป็นคลองที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความสุขและมีความสนุกสนานกับกิจกรรมในวัยเด็กที่ทำในวันหยุดเสมอ เช่น การละเล่นต่างๆ การจับปลา การพายเรือ การอ่านหนังสือ การปลูกต้นไม้ แม่น้ำลำคลองเป็นแม่น้ำที่มีขนาดใหญ่ การเล่นน้ำในคลองข้างบ้านควรเป็นน้ำที่ใสสะอาด ไม่สกปรกและไม่มีขยะเน่าเสีย ทำให้สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลองและบริเวณรอบข้างมีความอุดมสมบูรณ์ สามารถใช้สอยอุปโภคและบริโภคได้อย่างเต็มที่ สามารถใช้เพื่อการเกษตร นอกจากนี้แม่น้ำลำคลองเป็นแหล่งรวมของศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีที่สร้างสมสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน เราสามารถใช้แม่น้ำลำคลองในการเดินทางได้ เราควรดูแลแม่น้ำลำคลอง ไม่ควรทิ้งขยะมูลฝอยและของเสียลงสู่แม่น้ำลำคลอง และเราก็ต้องช่วยกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในแม่น้ำลำคลอง
This picture inspired me with the story of a children in the countryside, whose way of life is in the pristine and gorgeous nature and tell a story about a child, diligent, cute, respectful, whom everyone loved in the family; especially the mother. Living in the countryside, located on the natural canal, made him feel happy and funny with childhood activities on the holidays, such as playing, fishing, boating, reading, and learning, and planting. The river is large, the water is clean, and the surroundings are fully good for consuming and agriculture. Further, rivers and canal are ones of sources of arts, cultures, and customs, which gathered and passed on generation to generation dated from antiquity, and become identities of the communities. We should keep clean rivers and canals and conserve them for good.

แชร์:
14-022

กะอั้วแทงควาย
Kaua Stabbed the Buffalo

สีอะครีลิค (40x60 cm.)
Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
สี่แผ่นดิน
The Four Reigns
ศิลปิน
เด็กหญิงศิริกุลวดี ประเสริฐวิทย์
Sirikoolwadee Prasertwit
สถานศึกษา
สถาบันสอนศิลปะบ้านศิลปะสีโป๊ว สตูดิโอ
Sipoe Art Studio
วรรณกรรม / Literature
พลอยและช้อยไม่สนใจกระบวนแห่ตอนท้ายเท่าไหร่นัก เพราะพอได้ฤกษ์เคลื่อนกระบวน การมหรสพทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ในสนามข้างหน้าก็เริ่มลงโรงพร้อมกัน พอได้โอกาสทั้งพลอยและช้อยก็จูงมือกันเตร่ไปทางด่านโรงมหรสพ ที่ตรงสนามหลังวัดพระแก้วมีการละเล่นที่น่าดูหลายอย่างมีไม้ลอยซึ่งปีนขึ้นสูงขึ้นไปยืนอยู่บนยอด มีไต่ลวดและการแสดงโลดโผนอื่นๆ ที่พลอยชอบมากที่สุดก็เห็นจะได้แก่ กะอั้วแทงควาย มีคนสองคนเข้าไปอยู่ในผ้าคลุมถือหัวควายแสดงกิริยาเหมือนควายจริงๆมีชายคนหนึ่งเล่นเป็นผัวนางกะอั้วถือหอกไล่แทงควาย และมีคนแต่งเป็นนางกะอั้วอย่างตลกน่าหัวเราะ ถือร่มขาดและกระเดียดกระจาดคอยวิ่งตามหลัง ส่วนควายนั้นก็วิ่งไล่ขวิดคนทั้งสอง ซึ่งหนีควายบ้างสู้บ้างด้วยท่าทางที่ทำให้คนดูต้องหัวเราะท้องคัดท้องแข็งดูเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ ส่วนการละเล่นที่เรียกว่าโมงครุ่มและระเบงนั้น ผ่านไปดูได้ประเดี๋ยวหนึ่งช้อยก็ชวนไปที่อื่น บอกว่าเบื่อไม่เห็นมีอะไรร้องซ้ำๆซากๆอยู่ได้
Ploy and Choi were not very interested in the end part of the procession. Because when the procession moved, all the entertainments in the field ahead began to start simultaneously. Taking a chance, both Ploy and Choi wandered hand in hand to the halls of amusements. At the backyard of Wat PhraKaew, Temple of the Emerald Buddha, there were many interesting things to see like dancing, tumbling, tight sling, on which people had to climb high to stand on top of the pole, and other acrobatic stunts. The one that Mae Ploy liked the most was Kaua Stabbing Buffalo. Two people were in the mantle acting like a real buffalo, one of them in the front was holding a mockup buffalo head. Besides, another man, holding a spear, was playing as the husband of the woman named “Kaua.” The last man, dressed like a woman holding a worn-out umbrella, was Kaua, the wife. The played went on with a gesture of the actors that makes the audience laugh throughout the scene of confusing fights among furious buffalo, the husband and Kaua trying to stab the buffalo , the wife. The play was noisy but very amusing. Later on, the two women went by another and another group of play, which they did not like, then they strode away to other places, then said they were bored.
เหตุผล / Reason
สำหรับตอนที่ข้าพเจ้านำมาเป็นแรงบันดาลใจในการวาดภาพชื่อ “กะอั้วแทงควาย” เป็นช่วงที่แม่พลอยอยู่ในวัง มีการจัดพระราชพิธีโสกัณฑ์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมงกุฎราชกุมาร พระองค์แรกของสยามประเทศ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่สวยงาม เป็นขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นในปัจจุบัน ในเรื่องได้กล่าวถึงความสวยงามของพระบรมมหาราชวัง การสร้างเขาไกรลาส ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่ นำดีบุกมาตกแต่ง เขาไกรลาสกลายเป็นเขาในเทพนิยายสวยงาม ภายนอกพระบรมมหาราชวัง มีการแสดงมหรสพให้ประชาชนได้สนุกสนาน สำหรับพลอยและช้อย ชอบกางแสดง “กะอั้วแทงควาย” ที่สุด และเห็นว่าเป้นที่ตลกขบขัน โดยมีคนสองคนใช้ผ้าคลุมถือหัวควายไล่ขวิด ชายเล่นเป็นผัวนางกะอั้วมือถือไม้ไล่แทงควาย นางกะอั้วถือร่มขาด ทำท่าหนีควายเป็นที่ตลกน่าขบขัน ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยเห็นการแสดงดังกล่าวในปัจจุบัน ข้อคิดจากวรรณกรรมสี่แผ่นดิน ข้าพเจ้าได้เห็นผ่านแม่พลอยและตัวละครอื่นๆ คือมีความรู้สึกจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มีความกตัญญูต่อบิดา มารดา ผู้มีพระคุณ ปฏิบัติตนเป็นคนดี ข้าพเจ้าได้เห็นความมีน้ำใจที่พลอยและช้อยมีต่อกัน ความเอื้ออารีของคนในยุคนั้นทำให้มีความสุข ได้ศึกษาถึงการดำรงชีวิตของคนไทยตลอดจนวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีต่างๆ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกรักและภูมิใจ ข้าพเจ้าสามารถกล่าวได้ว่า “ฉันรักเมืองไทย”
"Kaua stabbed the buffalo" was inspired by the scene in the story, when Mae Ploy was in the palace. There was a tonsure ceremony of tmountainhe Crown Prince MahaVajirunhis, the first Crown Prince of Siam. It was a great and very beautiful event, which was one of the ceremonies I have not seen today. The story mentioned the beauty of the Grand Palace, the creation of the miniature of the mountain Khao Krailas, which was made of bamboos, tin plates. Khao Krailas was the mountain mentioned in a beautiful fairy tale. Outside the grand palace, there were entertainments for the public to enjoy. Ploy and Choy liked the performance of "Kaua stabbing buffalo" the most and found it to be amusing with two men chasing the buffalo; one was the husband with spear and the other was the wife holding a torn umbrella, which I have never seen in the present time. Insights from this literature of the “Four Reigns” helped me see the pictures through Mae Ploy and other characters, showed and shared feelings of loyalty to the nation, religion, and royal family, and filial piety to the beneficent parents, behaving themselves as good people. I saw the kindheartedness Ploy and Choy shared to each other. The generosity of the people of that era brought happiness to me. Studying the life of Thai people, the culture, customs and traditions made me feel love and proud. I can say, "I love Thailand".

แชร์:
14-023

แผ่นดินทอง แห่งความร่มเย็น
The Golden Land of Peace

ตัดแปะ (60x40 cm.)
Callage
ชื่อวรรณกรรม
ป่าดงพงพีจากหนังสือภาษาพาที ชั้นป.5
Pasapatee
ศิลปิน
เด็กหญิงมนัชชา กลิ่นหอม
Manascha Klinhom
สถานศึกษา
โรงเรียนสมคิดจิตต์วิทยา
Somkidjitvittaya
วรรณกรรม / Literature
ป่าดงพงพีของไทยเรานี้มีเกินพอ อย่ามัวรีรอ ขอเชิญช่วยกันขมันขมี ถิ่นไทยนี้แดนสุขสันต์ หลากพรรณไม้งามสดสี ตื่นเถิดเรายามเช้ามุงานทันที จอบและเสียมของเราก็มี สินทรัพย์ทวีด้วยกสิกรรม ป่าดงพงพีของไทยเรานี้อุดมครัน อยู่ในไพรวัลย์ รักดินถิ่นไทยใจหรรษา แหล่งธารน้ำซ่านหลั่งไหล หว่างไพรนี้งามหนักหนา ถิ่นแดนทองเรานี้ควรปองคุณค่า หมั่นขยันทุกวันเวลา
Our country has a rich forest, full of resources and abundant with biodiversity made us can live well. We should cherish and nurture our land, the land of gold.
เหตุผล / Reason
ภาพของหนูใช้โทนสีฟ้าในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อต้องการแสดงถึงความร่มเย็นชุ่มชื่นบนแผ่นดินไทยที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ ในแต่ละภาคไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือที่มีการปลูกพืชฤดูหนาวมีพรรณไม้สวยงามต่างๆ ภาคกลางและภาคตะวันออกก็มีผลไม้หลากหลาย ขึ้นชื่อส่งออกไปทั่วโลกภาคอีสานก็มีการทำนาเกี่ยวข้าว มีต้นไม้พรรณไม้เฉพาะถิ่น ส่วนภาคใต้นั้นก็มีการทำประมง กรีดยางพาราส่งออกไปทั่วเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าประเทศของเรานั้นล้วนแต่มีความอุดมสมบูรณ์ไปทั่วทุกทิศหนูเลยอยากนำเสนอถึงเรื่องของการเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆในประเทศไทยว่าคนไทยโชคดีแค่ไหนที่เกิดบนแผ่นดินนี้ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปทั่วทุกทิศไม่มีที่ไหนเหมือนประเทศของเราจึงอยากให้ทุกคนได้ตระหนักและรักในแผ่นดินประเทศไทยของเราค่ะ
I use a blue shade to express the serenity on the fertile land of Thailand. In each region, whether in the North, where plants of winter foster.The central and eastern regions are for wide variety of famous fruits, exported all over the world. The Northeast is for rice growing, farms, and local plantations. In the southern part of the country, the main products are fishing industry, mining resources, and Para rubber. All are abundant with treasures in all directions, so I would like to present to the Thai people the matter of appreciation of the value of our country to what index to show how Thai people are lucky and born in the country, which is a fertile land and there are no other places like our country. We, therefore, like everyone to realize and love our country, Thailand.

แชร์:

รางวัลพิเศษ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

14-024

วิถีธรรมชาติที่งดงาม
Beautiful natural way

สีโปสเตอร์ (38x56 cm.)
Poster Color
ชื่อวรรณกรรม
ธรรมชาติกับชีวิต
Nature and Life
ศิลปิน
นางสาวปณิตา โชติรัส
Panita Chotirat
สถานศึกษา
โรงเรียนทัพทันอนุสรณ์
Thapthan Anusorn School
วรรณกรรม / Literature
ธรรมชาติมีความสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์อย่างแนบแน่นมาช้านานแล้ว เนื่องจากมนุษย์เกิดขึ้นท่ามกลางธรรมชาติและได้รับปัจจัย 4 ประการจากธรรมชาติ ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เพื่อเป็นปัจจัยสำคัญขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิต นอกจากนี้มนุษย์ยังต้องการ อาหารทางใจ จากธรรมชาติเป็นที่พักผ่อนหย่อยใจให้ความสงบร่มเย็น ความงดงาม และความรื่นรมย์เพื่อผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวัน โดยผ่านประสาทสัมพัสหรือภาวการณ์รับรู้ 3 ด้าน ได้แก่ การมองเห็นและชื่นชมในความสวยงามของธรรมชาติ การได้ยินเสียงที่ไพเราะและบริสุทธิ์จากธรรมชาติและการได้สัมผัสกับลีลาความเคลื่อนไหวที่มีจังหวะอ่อนช้อยสวยงามของธรรมชาติ การสัมผัสรับรู้สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการสร้างสรรค์ศิลปะอันทรงคุณค่าของมนุษย์นั่นเอง
Nature relates closely to human life for long. Because humans arise in nature and receive four factors from it; such as food, medicine, clothing, and residence, which are the basic needs in life. In addition, humans also need something for mental health from nature. Nature is a cradle for relaxation, serenity, beauty, and pleasure to relieve stresses in daily life. Through the three senses of perceptions, one can appreciate nature’s beauty, sweet and pure sounds, and exposing to the rhythmic and graceful movements of nature. So touching these things is the source of valuable human art creation in itself.
เหตุผล / Reason
เป็นบทความที่กล่าวถึงชีวิตเรากับธรรมชาติซึ่งไม่สามารถแยกจากกันได้ มนุษย์เราอาศัยทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิต งานอาชีพและที่สำคัญก็คือธรรมชาติได้หล่อหลอมจิตใจมนุษย์ให้ละเอียดอ่อน สงบและเยือกเย็น ทั้ง 2 อย่างเป็นสิ่งที่คู่ขนานกัน ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปก็จะไม่เกิดความสมดุล ธรรมชาติเป็นผู้ให้ทุกอย่าง เป็นทั้งผู้สร้างและมอบความงดงามให้กับโลกใบนี้ มอบความสบายใจให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งปวง ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เจอแต่ความสบายตา นอกจากนี้ยังมอบชีวิตให้กับสัตว์โลกที่น่ารักอีกด้วย ถ้าลองมองลึกลงไปภายใต้ผืนป่าที่มีสีเขียวขจี เราจะมองเห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ เห็นสัตว์น้อยใหญ่นานาพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ได้สัมผัสถึงลีลา ความเคลื่อนไหวที่มีจังหวะอ่อนช้อยสวยงาม พืชพรรณหลากหลายชนิด เราทุกคนในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจึงควรช่วยกันอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตให้คงอยู่กับโลกของเรา
This is one of the articles, that discusses about our lives and nature, which cannot separate from us. Human lives depend on natural resources for living, works, and most importantly, nature has forged the human mind to be delicate and peacefully cool. Life and nature are parallel. Lacking either one will make no balance. Nature, which holds everything together, is the creator and gives beauty to the world and comfort to all living beings, no matter where you look around, you will find pleasant views. Furthermore, nature gives life to beautiful animals as well. If we look deeper into the wild green jungles, we will see abundant species of animals that live happily together. We shall see the fertility of the areas and feel styles and rhythms of movements of animal lives and biodiversity. So, all of us, as human beings, should help preserve nature along with this Earth so long!

แชร์:
14-025

พวกเราคือชนเผ่าวานูอาตู
We are the Vanuatu tribe

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
เกาะที่มีความสุขที่สุดในโลก
The happiest island in the world
ศิลปิน
เด็กชายธีร์จุฑา ฉอสันเทียะ
Theechutha Chosanthia
สถานศึกษา
โรงเรียนบุญวัฒนา
Boonwattana school
วรรณกรรม / Literature
เดือนสิงหาคมเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีที่สุดของปี ฝนตกน้อยและอุณหภูมิก็เย็นสบาย วันหนึ่งมีชาวบ้านรานัน พานักท่องเที่ยวมาที่หมู่บ้านของเรา พวกเขาเป็นชาวอเมริกัน 3 คน ที่แล่นเรือใบรอนแรมเป็นปีๆจากประเทศหนึ่งสู่ประเทศหนึ่ง นำอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรคและของใช้สำหรับโรงเรียนมาบริจาคให้ประเทศที่ยากจนในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ นอกจากนี้เขายังมีของใช้จำเป็นหลายอย่างอยู่บนเรือที่พร้อมจะแลกเปลี่ยนกับสินค้าพื้นเมือง เรือใบของเขาชื่อ “เฟลิซิตี้” แปลว่าความสุข บูบูออกมาต้อนรับพวกเขาในฐานะหัวหน้าสูงสุดของหมู่บ้าน พวกเขาได้ยินมาว่าหัวหน้า ซามูเอลเป็นผู้มีอำนาจมากที่สุดทางตอนเหนือของแอมบริมจึงมาพบและทำความรู้จัก พร้อมกับได้นำยาและอุปกรณ์จำเป็นหลายอยู่ บูบูกล่าวขอบคุณและบอกว่าเราต้องการยามาก บูบูจึงให้ผู้ชายในเกาะที่แกะสลักตัวแทมแทมแลกเปลี่ยนกับของใช้ที่มอบให้ และจัดการเต้นท์ระบำรอม แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าชมพวกนักท่องเที่ยวพอใจกันมาก ชนเผ่าและนักท่องเที่ยวต่างคุยกันไม่หยุดและก็เล่าเรื่องราวต่างๆของเกาะแอมปริมและชนเผ่าวานูอาตู ว่าทำไมถึงเป็นเกาะที่มีความสุขที่สุด ก็เพราะว่าเกาะนั้นอุดมสมบูรณ์มาก สัตว์ป่า พืชและวัฒนธรรมอันดีงามไม่แพ้กับเทคโนโลยีในยุคใหม่ ถึงหมู่เกาะแห่งนี้จะไม่มีเทคโนโลยีแต่ก็มีความสุขที่เรียบง่าย นักท่องเที่ยวถึงเวลาที่ต้องกลับบ้าน แต่เมื่อมาเห็นอีกวัฒนธรรมแล้วก็ได้รู้ว่ามันดีงามจนไม่อยากจะกลับเลยไปที่ที่มาเลย แต่สุดท้ายพวกเขาก็จากลากันและหวังว่าจะพบกันใหม่อีกครั้ง
August is the best time of the year. It rains a little and the weather is comfortable. One day, ‘Ranan’ villagers brought tourists to our village. They were three Americans who sail for years on a sailboat from country to country. They came with medical equipment, medicines and school supplies to donate to poor countries in the South Pacific Islands. They also had a number of essential items on board that are ready to trade for local products. The name of the sailing boat was "Felicity" meaning happiness. Boo Boo, as the village chief, came out to welcome them. They heard that Chief Samuel was the most powerful man in the north of Amprim, so they came to see him together with the medicines and several necessary devices. Boo Boo thanked them and said medicine was very much needed. Boo Boo had the man in the island carve ‘Tam Tam’ in exchange for the items the Americans gave him and set up tents for dance shows which charged the admission or entrance fees, which satisfied the tourists very much. Tribesmen and tourists talk non-stop, told stories about the ‘Amprim’ Island, the Vanuatu tribes, why it was an island of happiest people. Because the island is very rich, with wildlife, plants, and culture as good as modern technology. Even though this archipelago lacks technology, it is a simple delight. Then it was time for them to go away but when they saw another culture, that they knew, it was so good that they did not want to go away. In the end, they left and hoped to see each other again.
เหตุผล / Reason
ความประทับใจจากการได้อ่านหนังสือเรื่อง “เกาะที่มีความสุขที่สุดในโลก” ทำให้ผมรู้สึกประทับใจและชื่นชมชนเผ่าวานูอาตู ที่พวกเขารักและหวงแหนแผ่นดินบ้านเกิด รักษาวัฒนธรรมอันดีงามถึงแม้ว่าความเจริญภายนอกด้านเทคโนโลยีของโลกได้พัฒนาไปอย่างมากมายและรวดเร็ว แต่ก็ไม่สามารถทำลายวัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์และชีวิตความเป็นอยู่ของชนเผ่าได้อย่างลงตัว สิ่งมีชีวิตต่างพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครบุกรุก ไม่มีใครทำลาย ไม่มีการนำความเจริญเข้ามาทำลายธรรมชาติที่งดงาม ผู้คนในชนเผ่าต่างรักและหวงแหนทรัพยากรที่มีอยู่ พอใจในสิ่งที่พวกเขามีและยังคงรักษาวัฒนธรรมอันนี้ส่งต่อลูกหลานสืบไป สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวและแขกผู้มาเยือนเป็นอย่างมาก ความมีน้ำใจ รอยยิ้มและมิตรภาพ การแสดง การละเล่นของชนเผ่า บ่งบอกถึงวัฒนธรรมอันมีมายาวนานและเป็นปึกแผ่น บนแผ่นดินที่สวยงามไม่แปลกใจเลยที่ชนเผ่าวานูอาตูที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็กๆ จะเป็นเกาะที่มีความสุขที่ในโลกครับ
The impression of reading the book "The happiest island in the world" impressed me and I admired the Vanuatu tribes for that they loved and cherished their homeland by maintaining a good culture. Although the technology of the world has developed much and rapidly but it cannot harmonize the unique culture and livelihood of the tribes. Living things depend on each other. Nobody invaded, no one destroyed, and no prosperity was to destroy the beautiful nature. The people of the tribe loved and cherished the resources available. They were satisfied with what they have and continued to preserve the culture by passing it on to their children. These things made a big impression on tourists and visitors. In regard, generosity, smiles and friendship, a tribal play show. It indicates a long and solid culture. On a beautiful land, it was not surprising that the Vanuatu people, who lived there on the small island, were the happiest people in the world.

แชร์:
14-026

การเจริญเติบโตของเด็ก
Child growth

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
มือนั้นสีขาว
That hand is white
ศิลปิน
นางสาวชลธิชา ดียางหวาย
Chonthicha Deyanghway
สถานศึกษา
โรงเรียนแก้งคร้อวิทยา
Kaengkhrowittaya school
วรรณกรรม / Literature
เป็นหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ได้รับรางวัลซีไรต์ที่มีลักษณะสร้างสรรค์ทั้งความคิดและวิธีการนำเสนอ มุ่งแสดงอุดมคติอันเชิดชูคุณค่าความบริสุทธิ์ และความมีน้ำใจของมนุษย์ กวีถ่ายทอดความคิดเป็นธรรมะที่เข้าใจง่าย ผ่านเหตุการณ์และบุคคลซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในชีวิตจริงและสังคมจริง แสดงความแตกต่างระหว่างสภาวะอันบริสุทธิ์ไม่เสแสร้งของเด็ก กับสภาวะของผู้ใหญ่ที่ถูกครอบงำด้วยกรอบสังคม ในแต่ละบทกวีได้เสนอแง่ความคิดอย่างประณีตหลายนัย ตีความได้กว้างขวางลึกซึ้งด้วยกลการประพันธ์ที่เฉียบคม การประพันธ์ลักษณะของฉันทลักษณ์มีรูปแบบเป็นธรรมชาติสอดคล้องกับเนื้อหาคำที่ใช้เป็นคำง่ายๆ เรียงร้อยอย่างมีลีลาจังหวะ สร้างลำนำอันทรงพลัง ให้จินตนาการภาพชัดสื่อความคิดของกวี กระทบอารมณ์และเร้าความคิดผู้อ่าน เป็นการจรรโลงความหวังให้เห็นว่าโลกอาจสงบงดงามได้ด้วยน้ำใจอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ด้วยกันเอง เป็นวรรณกรรมที่มีความดีเด่นสมควรได้รับการยกย่องเป็นวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยม
This is a collection of modern Thai poetry, an award-winning SEA Write, together with a creative nature in both ideas, presentation, and to show the ideals that exalt the value of purity and the kindness of men. Poets convey the idea as Dharma that is easy to understand. Through events and people that can occur in real life and in real society, which shows the difference between immaculacy of children and the state of mind of adults dominated by the social framework. Each poem presents a number of intricately detailed thoughts and can be interpreted in a profound manner with a sharp writing technique, prosody writing, natural format that is consistent with the content. Words used are simple words, arranged in a rhythmic pattern, which creates a powerful introduction to a clear visualization. It conveys the thoughts of the poet affecting the mood and stimulating the reader's mind. It is to hope that the world may also be at peace with the pure heart of humankind and is actually a literary work of excellence that deserves the best.
เหตุผล / Reason
วรรณกรรมเรื่องมือนั้นสีขาวแสดงให้เห็นถึงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มีน้ำใจและอีกทั้งยังมีด้านเสียคือการทะเลาะวิวาทต่างๆ คือตั้งแต่เกิดมาเด็กก็ยังเป็นผ้าสีขาวอยู่ ยังไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร อะไรควรหรือไม่ควร พอโตขึ้นก็จะรู้จักความมีน้ำใจหรือคุณค่าทางความดีหลายอย่างและบางคนอาจใช้ชีวิตไปในทางที่ผิด เกิดการทะเลาะวิวาทเกิดการฆ่าแกงกัน จนทำให้ได้รับโทษที่ทำไว้คือ ติดคุกหรือกฎหมายอื่นๆที่ใช้ในการลงโทษ และจะถูกคนในสังคมมองในแง่ไม่ดีถูกรังเกียจ เพราะฉะนั้นเราจงทำความดีเอาไว้เพื่อรักษาภาพลักษณ์แก่ตนเอง ทำให้คนอื่นๆชื่นชม เอ็นดู มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นถึงแม้เขาจะเคยทำผิดมาแล้วก็ตาม ก็จงให้อภัยแก่กัน ให้โอกาสให้เขาได้พัฒนาตัวเองใหม่เป็นคนดี พิสูจน์ให้สังคมเห็นถึงความดีของเขา
The work shows both good side for kindness and bad side, of series of quarrels. Since birth, the children are compared to a white cloth and still do not know anything. What they should or should not do, they will know when they grow up and will recognize many goodwill or values, and some may abuse their lives by turning to a fight or a killing, and end up with punishment for doing so. And later they will be scorned by people in the society who are not all optimistic. Therefore, we should do good to maintain our image. Make others admire, love, be kind, generous. Help each other. Do not look down on others. Although they have done wrong, then forgive each other and give them opportunity to develop to be good persons. Prove to society the goodness of them.

แชร์:
14-027

ความทรงจำ
The memories

Papercut (60x40 cm.)
Papercut light box
ชื่อวรรณกรรม
บ้านเก่า
Old house
ศิลปิน
นางสาวณัฏฐณิชา เจริญพจน์
Natthanicha Charoenphat
สถานศึกษา
โรงเรียนบุญวัฒนา
Boonwattana school
วรรณกรรม / Literature
เมืองเก่าเบาราณติดน่านน้ำ หอมความทรงจำเก็บงำเจ้า เจดีย์วิหารตระหง่านเช้า รับแสงสีเศร้าแต่เงางาม เปล่งปลั่งรังสีเหนือปลีธาตุ ตาวันเวียนวาดเหมือนขลาดข้าม ปูนปั้นผุดผาดเหมือนหยาดน้ำ ดอกดวงล่วงลามเนืองตามกัน แสงเช้าเกลาถนนทุกหนแห่ง เรือนแล่งแสงเช้าเขียนเงาคั่น สองเท้าก้าวท่องแสงของวัน ตื่นตาต่อฝันบรรพชน ตลาดมอมัวในตัวตึก คลายกลิ่นเก่าสึกลึกถนน เอ่ยทักนักเที่ยวให้เอี้ยวตน แวะเลือกสักหนชมผลงาน เครื่องไม้โบราณงานไม้สัก กรอบรูปแกะสลักนั่นหยักม่าน ผ้าทอจากฝ้ายลายโบราณ เครื่องเงินตระหง่านจักสานเรียง คือร้านขายของที่ระลึก สื่อความรู้สึกแต่ละเสี่ยง แต่ละเสี้ยวทรงจำค่อยลำเลียง นี่เสียงตลาดเช้า เฝ้ารำลึก
The old town adjacent to the water still reminded me of the scent of memory. Viharn Pagoda stood majestically in the morning, receiving the light of sadness but shiny color. Radiant beams shone above across the top of the relics in the pagoda. The stucco flickered like drops of water. The flowers spread over time together. Morning light shines everywhere and shadows of every other home fell aground. Two feet walked the day, dazzled by the ancestor's dream. Dim light Market in the building flew the old scent deep into the worn-out road. When greeted, tourists stopped and chose once and watch pieces of work. Antique teak woodwork, carved picture frame wagged the wavy veil, woven from traditional cotton. The majestic silverware, wickerwork, arranged and offered in the souvenir shop, which convey each feeling of each portion of the memories conveyed to the morning market.
เหตุผล / Reason
เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านวรรณกรรมเรื่องบ้านเก่า บทกังวานเวลา ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในการถ่ายทอดความรู้สึกผ่านความทรงจำที่ผู้เขียนได้เล่าเกี่ยวกับเมืองเก่าที่ติดน่านน้ำและเจดีย์วิหาร ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในความสวยงามของวิหาร ผู้เล่ายังพูดถึงปูนปั้นและดอกคูณที่ร่วงบนถนนในยามเช้าและตลาดที่มีกลิ่นอายของความเป็นเมืองเก่าและทำให้นักท่องเที่ยวสนใจและเลือกชมผลงาน เช่น เครื่องไม้โบราณ งานไม้สัก กรอบรูปแกะสลัก ผ้าม่านที่ทอจากฝ้ายโบราณ เครื่องเงินและเครื่องจักรสาน เพื่อเลือกซื้อเป็นของฝากที่ระลึก เมื่อข้าพเจ้าฟังแล้วทำให้รู้สึกประทับใจและภูมิใจในงานฝีมือทางสถาปัตยกรรมของเมืองไทยที่มีความละเอียดประณีตงดงามซึ่งชาติอื่นทำไม่ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าควรจะอนุรักษ์เมืองเก่าโบราณนี้ไว้ให้คงอยู่เพื่อที่จะให้คนรุ่นหลังได้มาศึกษาและเยี่ยมชมความงามของเมืองโบราณนี้ และสืยบสานต่อไป
I was impressed with the feelings through memories that the author tells about the old city on the water and the Viharn-Chedi, which made me feel impressed with beautiful temple. The author also mentioned the stucco and flowers falling on street in the morning, the market with the scent of old city, which made tourists feel interested and chose to see works, such as antique wood, teakwood, carved photo frames, and cotton curtains, made in the old time, old silverware and weaving loom, which they chose and bought as souvenirs. When I listened, it was impressed and proud of our architectural skills, which are elaborately beautiful and exquisite, which other nations cannot contest. I think we should preserve ancient cities in order to allow people of future generations to study and visit the beauty of this ancient city and continue to communicate.

แชร์:
14-028

จี่ทอดแห
Monkey casting the net

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก
When Grandma and grandpa were young,
ศิลปิน
เด็กหญิงดากานดา จีนเจนพจน์
Dakanda Jenjanpot
สถานศึกษา
ชมรมสอนศิลปะหอศิลป์ปาร์ตี้อาร์ตแกลอรี่
Party Art Gallery
วรรณกรรม / Literature
เดินเที่ยวงานไปด้วยกินไปด้วย ดูร้านรวงต่างๆ ดูคนมาเที่ยวงาน งานนี้ไม่หนวกหูนัก ตามร้านขายของและโรงมหรสพต่างๆ มีผู้ชายยืนถือโทรโข่งทำด้วยสังกะสี พูดเชิญชวนให้เข้าไปชมการแสดงและซื้อสินค้า ที่น่าสนุกอีกอย่างสำหรับเด็กๆ ก็คือ ละครลิงที่คุณยายขาดไม่ได้ ละครลิงนี้ถึงแม้จะมีอยู่คณะเดียวดูซ้ำดูซากก็ยังชอบอยู่ดี คือชุดจันทโครบลาพระเจ้าตา แล้วเปิดผอบพบนางโมรา ชุดออกศึกทหารลิงไปรบยิงกันนอนตาย ชุดรจนาเสี่ยงพวงมาลัย และชุดที่คุณยายไม่ลืมคือ ชุดญวณทอดแห จี่เป็นญวณพายเรือไปทอดแห พี่สาวของคุณยายนั่งแถวหน้าเพื่อจะได้ดูชัดๆ พอเจ้าของร้องเพลงว่า “จี่เอ๊ยจี่ ทอดแหตรงนี้คงจะมีกุ้งนาง” แล้วจี่ก็ทอดแหลงไปไม่ได้กุ้งนาง จี่ก็ทอดใหม่อีกครั้งคราวนี้จี่ทอดแหมาตรงหมวกสีแดงใบใหม่เอี่ยมได้หมวกมาแทนกุ้งนาง จี่เลยทิ้งแหใส่หมวกสีแดงแทนคนดูหัวเราะกันยกใหญ่ลั่นโรงไปหมด คุณยายกลัวว่าจี่จะเอาหมวกของพี่สาวไปจริงๆ แต่ละครจบเจ้าของก็เอาหมวกมาคืนให้
Walking around and eating, browsing the shops, seeing people, and visiting shops. It was not noisy in the fairs. Along the rows of shops and halls of amusement, there were men standing with a metal megaphone shouted to invite people to watch shows and buy their products. Another thing for the children was the monkey drama that Grandma could not live without I t. This monkey drama, even though there was only one group and repeated the same dramas after dramas, was still popular among the people, who never gave up watching it. The story such as Chantakorop, who, on leaving from the hermit teacher and got a lid-sealed bowl from him and told not to open the lid of the bowl before reaching his home, was too eager to know what was inside, then opened the lid and from inside the bowl there came a beautiful lady Mora out to him. On the way back home with Mora, there came a bandit into the scene and fought with Chantakorop … another story of Monkey soldiers, who went to battle and shoot each other to death … and story of Rojana who chose her lover through the contest of men, to whom the garland of luck and love was thrown … What Grandma did not forget was the story of Yuan setting net. Grandma's sister sat in the front row to get a clear look. The owner sang the song, "Ji Eui Ji is laying a net here, there must be a shrimp", and Ji could not cast a net down. Ji threw the net again, this time he cast the net over a brand new red hat, get a hat instead of prawn, Jin caught the net with a red hat instead. The audience laughed a lot. All over, Grandma was afraid that Jin would really take her sister's hat. After the drama was over, the owner returned the hat to her.
เหตุผล / Reason
หนูรู้สึกประทับใจหนังสือ “เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก” ของคุณทิพย์วาณี สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เขียนเล่าเหตุการณ์สมัยเด็กๆ รุ่นของคุณตาคุณยายมีความสนุกสนาน และมีสีสันของชีวิตวัยเยาว์โดยตอน “เที่ยวงาน” พูดถึงการไปเที่ยวงานวัดอย่างสนุกสนาน เพราะสมัยแต่ก่อนนี้ไม่ค่อยจะมีอะไรให้เปิดหู เปิดตามากนัก นานๆถึงจะมีงานสนุกสนานให้ได้เที่ยวเล่นกัน ส่วนมากจะมีงานในหน้าหนาว และหน้าแล้ง หลังจากที่ได้อ่านทำให้จินตนาการได้ถึงความเป็นอยู่ ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่น ขนม และการละเล่นต่างๆ ความสุขตามแนววิถีไทยแบบเดิมโดยในเรื่องคุณยายมักชอบไปยืนดูการแสดงละครลิงกับพี่สาว และชุดการแสดง “จี่ทอดแห” คือการให้ลิงแต่งตัวเป็นคนญวณ พายเรือไปทอดแห แต่กลับได้หมวกสีแดงของพี่สาวคุณยายมา ทำให้คนดูหัวเราะชอบใจ สนุกลั่นโรงไปตามๆกัน ลิงกับคนโดยเฉพาะในสังคมไทยผูกพันข้องแวะกันมายาวนานจนมาถึงปัจจุบัน เมื่อพูดถึงละครลิงที่มีปี่พาทย์ประกอบหลายๆคน เชื่อว่าก็จะต้องนึกถึงเมืองไทย หนูจึงอยากให้รื้อฟื้นและอนุรักษ์ละครลิงให้อยู่คู่บ้านคู่เมืองไทยของเราตลอดไปค่ะ
I was impressed with the book’cause the author recounted the events of childhood of Grandpa's generation fun and had a colorful of youth life, with the episode "traveling" talking about a fun visit to the temple fair. Because in the past, there was not much to see for a long time until there was a fair for fun playing together. There used to be fairs in winter and dry season. After reading the story, we imagined the scenes of life in the past about belongings of tools, toys, sweets and desserts, and various plays and games, happiness in the traditional Thai way, in which grandmother often liked to go with her sister watching monkey shows. And the show "Ji Thot Hae" means that the monkeys dressed up as a Vietnamese female boating to casting the net, but got the red hat of grandmother’s sister, which made the audience laugh out loud in the monkey theater. Monkeys and people, especially in Thai society, were bound to each other for a long time until the present. When talking about the monkey drama with Thai musical wind instruments, people must always remember Thailand, I want to revive and conserve the monkey drama to be our priceless Thai treasure forever.

แชร์: