ซื้อภาพการกุศล

ร่วมซื้อภาพการกุศลสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่าย
เป็นทุนการศึกษาของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์

อ่านวิธีการซื้อภาพการกุศล

ผลงานที่ได้รับรางวัล

เลือกระดับชั้นการศึกษาเพื่อดูรายชื่อผลงานและศิลปินที่ได้รับรางวัล

รางวัลชนะเลิศ ระดับประถมศึกษา

14-001

หน้ากากผี
Ghostly mask

สีไม้ (40x60 cm.)
Colored pencil
ชื่อวรรณกรรม
ประเพณีพื้นบ้าน ตำนานพื้นบ้าน
Folk Customs; Local Legends
ศิลปิน
เด็กชายนนทพัทธ์ พุตสุด
Nonthaphat Phutsud
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านโนนเขวา
Bannonkhao school
ราคา
10,000 บาท
Price
~333 USD
วรรณกรรม / Literature
ผีตาโขน เป็นการแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาวอำเภอเมืองด่านซ้าย การเรียกว่า “ผีตาโขน” นั้น มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่า มีชายหญิงคู่รักกันมาก แต่ถูกกีดกันจึงหลบเข้าไปในอุโมงค์ซึ่งเป็นที่เก็บทรัพย์สินบริจาคของวัดพระธาตุสองรัก เมื่ออุโมงค์ถูกปิดลงโดยไม่รู้ว่ามีคนอยู่ข้างในทั้งคู่ก็ตาย จึงกลายเป็น “เจ้าพ่อกวน” และ “เจ้าแม่นางเทียม” เฝ้าดูแลรักษาองค์พระธาตุตลอดมา จนมีดวงวิญญาณขอเป็นบริวารมากขึ้น เมื่อถึงเทศกาลบุญพระเวสวิญญาณทั้งหลายก็จะออกมาร่วมขบวนแห่พระอุปคุตกันชาวบ้าน จึงเรียกกันว่า “ผีตามคน” จนนานเข้าเลยเพี้ยนเป็น “ผีตาโขน”
Phi Ta Khon has portrayed the finest cultures and customs of Dan Sai District, Loei Province. It is assumed that the origin of the legend derived from the story of a couple whose love was oppressed, so they needed to hide in a big cave where the treasure of Phra That Sri Song Rak Temple was kept. Unfortunately, the cave was blocked accidentally resulting in the death of the couple who later became spirits: Chao Pho Guan and Chao Mae Nang Tiem. Both of them had protected PhraThat since then, and a lot of spirits came to be their subordinates thereafter. It is believed that when the ‘Boon Phaves Festival’ arrived, all of the spirits would appear on earth to join the parade worshipping PhraUbpakut. The villagers called them ‘Phi Tam Khon’ (the spirits follow the humans), but later the calling has changed to be ‘Phi Ta Khon’.
เหตุผล / Reason
จากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้รู้สึกประทับใจว่า เมืองไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวงดงามอยู่มากมาย สร้างความประทับใจ และความรู้สึกให้แก่ผู้ที่ได้ไปเยือน ผีตาโขนไม่ใช่ผีที่หน้ากลัว แต่เป็นผีน่ารัก ที่มีการละเล่นที่สนุกสนาน มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หมู่บ้านผีตาโขนที่โด่งดังไปทั่วโลก ร่วมสัมผัสประเพณีโบราณอันงดงาม โดยการปลุกจิตสำนึกให้คนในท้องถิ่น ตระหนักถึงคุณค่าแก่นสาระและความสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น ส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างจิตสำนึกของความเป็นคนท้องถิ่น ๆ ที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เพื่อแสดงสภาพชีวิตและความเป็นมาของชุมชน อันจะสร้างความรู้และความภูมิใจในชุมชนท้องถิ่นด้วย ซึ่งถ่ายทอดผ่านความประทับใจความสวยงาม ผ่านเรื่องราวของหน้ากากผี
It is quite impressive that Thailand has a wide variety of places for tourism. Phi Ta Khon is not as scary as everyone thinks about, but they are enjoyable and renowned around the world. There are plenty of traditional recreations and unique cultures. We should encourage the locals to preserve their folklores and customs by holding cultural activities for this will create awareness. The life-style and origin of the locals have been reflected through the picture of The Ghostly Masks.

แชร์:

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ระดับประถมศึกษา

14-002

เด็กน้อยในเมืองใหญ่
A Little Boy in a Big City

สื่อผสม (40x57.3 cm)
Mixed Media
ชื่อวรรณกรรม
ม้าก้านกล้วย
Banana Rib Hobbyhorse
ศิลปิน
เด็กหญิงอารยา พานเหนือ
Araya Pannuea
สถานศึกษา
โรงเรียนอนุบาลวังสามหมอ
Anubanwangsammo school
วรรณกรรม / Literature
ยิ้มเด็กคือยิ้มโลก บรรเทาโศกด้วยยิ้มฝัน ฝันเด็กดั่งตะวัน สาดแสงงามยามอรุณ เราย่อมจะมีหวัง ว่าโลกยังคงอบอุ่น เมื่อยิ้มละไมละมุน ยังสาดส่องจากผองเยาว์ แต่โลกของเรานี้ ก็มากมีเรื่องน่าเศร้า มากเด็กของพวกเรา ยังรวดร้าวในสังคม หลายเด็กยังเข็ญใจ หลากผู้ใหญ่ได้เหยียบย่ำ หวังผลเมตตาธรรม กระทำเด็กพิการพิกล ไยเด็กน่าสงสาร นั่งขอทานอยู่ริมถนน นี่หรือสังคมคน สังคมที่มีเมตตา เมตตาค่าสูงล้น หวังเด็กพ้นอนาถา แต่คนต้อนเด็กมา ซ่อนเมตตาไว้แห่งใด หากเด็กยังโศกเศร้า โลกของเราฤาสดใส ช่วยคิดเถิดเพื่อนไทย เย้าดวงใจให้เด็กยิ้ม
Smiles from the kids are like smiles of the world. Their dreams are like the rising sun which warms our lives and minds. However, the kids these days have encountered several unfortunate destinies such as child abuse, beggars, or handicapped children. Some are trafficked by mischievous people. Therefore, it is time for us to help improve children’s quality of living.
เหตุผล / Reason
จากที่ดิฉันได้อ่านวรรณกรรม เรื่องก้านกล้วย ดิฉันชอบตอน เด็กน้อยในเมืองใหญ่ เพราะดิฉันอยากมองอีกมุมหนึ่งของเด็กและสังคมในปัจจุบันที่ว่ายังมียังมีหลากหลายมุมที่เราควรนำเสนอและปรับเปลี่ยนทัศนคติ เช่น เด็กขอทาน เด็กเร่ร่อน เด็กด้อยโอกาส เด็กถูกทารุณกรรม เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ สิ่งเหล่านี้อยากให้หมดไปจากสังคมไทย เพราะเขามีเลือด เนื้อ มีความรู้สึก อยากได้ความรักจากพ่อ แม่ ครอบครัวตลอดจนผู้ใหญ่ใจดี สังคมที่หยิบยื่นสิ่งดี ๆ ให้กับเขา เขาต้องการความรัก ความเมตตา และที่สำคัญฉันอยากจะเป็นกระบอกเสียงให้ทุกคนมาช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ในโลกใบนี้ของเขาน่าอยู่ และสดใสมากขึ้นกว่านี้ เพราะดิฉันรักเมืองไทย จึงอยากเสนอแง่มุมที่จะทำให้สังคมไทย เมืองไทยของเราสมบูรณ์ทุกสิ่งค่ะ
The section ‘A Boy in a Big City’ published in ‘Banana Rib Hobbyhorse’ impressed me significantly because I would like to share my view about the unfortunate kids: the beggars, the homeless, the disadvantaged, the child abused, and the sexual harassed. These desperate cases need to be eradicated from Thai society because those children need love and warmth from their families, kind people, and society. As well as this, I would like to be a spokesperson for them because I love Thailand. Perhaps, their pains in their lives will be eliminated and our community will be better.

แชร์:
14-003

ประชาชนผู้รักชาติ
The patriots

ลายเส้นปากกา (40x60 cm.)
Pen drawing
ชื่อวรรณกรรม
หลายชีวิต
Many Lives
ศิลปิน
เด็กชายภัทรพงศ์ ดำสุวรรณ
Phattharaphong Damsuwan
สถานศึกษา
สถาบันสอนศิลปะบ้านคงเวชศิลป์
Kongvach Art Family
วรรณกรรม / Literature
ชาวค่ายบางระจันไม่ได้ต่อสู้เพื่อรักษาเมือง เพราะไม่มีเมืองให้รักษา ทั้งไม่ได้ต่อสู้เพื่อรักษาชีวิต เพราะอาจหนีไปซ่อนตัวในป่าชีวิตก็จะปลอดภัย การมาตั้งค่ายท้าทายกองทัพพม่า ก็เพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นไทยไม่ให้ใครหยาม นายทัพทั้ง ๑๑ ชีวิตของค่ายบางระจัน ต่างสู้จนตัวตายทุกคน แต่ที่ยกบทบาทของนายทองเหม็นขึ้นมา ก็เพราะได้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวที่ประกาศให้ข้าศึกรู้ถึงความกล้าหาญคนไทย และเป็นนายทัพคนแรกที่ตายในสมรภูมินี้ เมื่อพม่าเปลี่ยนยุทธวิธีมาตั้งแต่ค่ายเผชิญหน้า ชาวค่ายบางระจันเข้าตีค่ายพม่าหลายครั้งไม่สำเร็จ ถูกพม่ายิงด้วยปืนใหญ่จนเสียไพร่พลไปมาก นายทองเหม็นเห็นพวกตายก็โกรธแค้น พอร่ำสุราได้ก็โดดขึ้นหลังควายนำพลจำนวนหนึ่งบุกไปค่ายพม่า ฝ่ายพม่าเห็นไทยมาอย่างประมาท จึงส่งพลทหารออกจากค่ายมาล้อม ทำให้นายทองเหม็นถลำเข้าไปอยู่ท่ามกลางฝูงข้าศึกแม้จะฆ่าฟันทหารพม่าจนเข้าไม่ถึงตัว แต่ในที่สุดก็หมดแรงถูกพม่ารุมจนตายในที่รบ วีรกรรมของชาวบ้านบางระจันได้พิสูจน์ให้เห็นวิญญาณนักสู้ของคนไทยและถูกเล่าขานมาตลอดว่า เป็นแบบอย่างของความกล้าหาญ ความสามัคคี ความรักชาติ รักศักดิ์ศรีความเป็นไทย
Bangrachan villagers didn’t fight for their city or their lives, but they fought for the dignity of Thailand. They could flee from their village and saved their lives by hiding in the deep jungle, but they didn’t. They set their camp to challenge the Burmese army. The eleven warriors lost their lives in the battle. Mr. Thongmen was bold enough to declare war with the Burmese and was the first one to die. When the Burmese army changed its strategy, the villagers failed to repel and got killed by the cannon. This resulted in a massacre causing Mr. Thongmen and his friend’s infuriation. After gulping spirits, they rode on buffaloes bravely to attack the Burmese who were ready to engulf and kill those Bangrachan villagers. Subsequently, they died fearlessly in the battle. Their courage, unity, loyalty have been the role model for the Thai people.
เหตุผล / Reason
นายทองเหม็นและพี่น้องบางระจันเป็นประชาชนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่ยอมสู้เพื่อชาติเพื่อแผ่นดินเกิด เมื่อผมได้อ่านวรรณกรรมเรื่องนี้ทำให้เกิดความรักชาติ อย่างประชาชนกลุ่มเล็ก ๆ ชาวบ้านบางระจัน ที่สู้จนตัวตายเพื่อแผ่นดินไทย ผมคิดว่าประชาชนรุ่นหลังควรจะระลึกถึงคุณงามความดีของเหล่าวีรชนผู้กล้า และตั้งใจทำความดีเพื่อบ้านเมือง รักเมืองไทยเท่าชีวิตครับ
Mr. Thongmen and his villager friends were just ordinary people who stayed loyal to the country. This impressed me and made me feel faithful to a country like them. Personally, the next generation should possess national fidelity and do good for our country.

แชร์:
14-004

สัมพันธภาพโลกของเรา
The Relationship of the system on the earth

สีน้ำ (40x60 cm.)
Water color
ชื่อวรรณกรรม
เรียนรู้วิทยาศาสตร์จากธรรมชาติ
Learning Science from the Nature
ศิลปิน
เด็กชายปรีดี ผโลปกรณ์
Preedee Palopakorn
สถานศึกษา
โรงเรียนศิลปะลานคูน
Larncoon Art
วรรณกรรม / Literature
ในแต่ละระบบนิเวศมีจำนวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิ ปริมาณแสงอาทิตย์ และปริมาณฝน เป็นต้น เพราะปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลต่อการผลิตของพืช ซึ่งเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร มนุษย์ไม่เพียงแต่ได้รับประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพเฉพาะในเรื่องของปัจจัยสี่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการรักษาสภาพแวดล้อม การพักผ่อนหย่อนใจ การศึกษาวิจัย เพื่อให้ได้ความรู้ รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมที่มักได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ของความหลากหลายทางธรรมชาติที่มีต่อมนุษย์ประมาณค่ามิได้ ถ้าความหลากหลายทางธรรมชาติมีความซับซ้อนมาก มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รวมทั้งมนุษย์ก็จะมีความยืดหยุ่นและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่จะต้องพยายามที่จะรักษาความหลากหลายทางธรรมชาตินี้ให้คงอยู่ต่อไป
There are wide varieties of life in an ecosystem depending on temperature, sun, and precipitation. These factors affect the plants which produce the food for the other lives in the food chain. Not only have humans obtained numerous benefits from the biodiversity of nature in the form of four requisites, but they have also felt relaxing in nature including extracting knowledge from biodiversity research and development. As well as this, they can initiate some customs based on the environment together with preserving nature. Bountiful benefits from biodiversity are priceless. The biodiversity is so complicated that humans should be flexible and adaptable to the changes. Hence, it is our duty to conserve the biodiversity system.
เหตุผล / Reason
ผมเป็นคนที่สนใจในวิชาวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว โดยเฉพาะทางด้านพืชและความหลากหลายทางชีวภาพ ในการอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นการได้เข้าใจในพืชชนิดต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กับคน สัตว์ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะในโลกของเราการพึ่งพา การอยู่ร่วมกันจะทำให้โลกของเราน่าอยู่ มีห่วงโซ่อาหาร ความอุดมสมบูรณ์ของ ดิน ปุ๋ย อากาศที่บริสุทธิ์ถ่ายทอดให้แก่กัน ความงามของธรรมชาติ แสงแดดที่ส่องมายังโลก สายน้ำ เมฆฝฝน ลม และ ฤดูกาลต่าง ๆ จนเกิดเป็นการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตมีคน ชุมชน เป็นบ้าน เป็นการเพาะปลูก มีวัฒนธรรมที่ดีงามทั้งความเป็นอยู่ การกิน การปลูกสร้างที่พักอาศัย การนุ่งห่ม การตกแต่ง ประดับประดาให้เกิดความงดงาม การเลี้ยงสัตว์ แล้วก็การเป็นแบบอย่าง จนมาสู่การสืบทอด การอนุรักษ์ หวงแหนรักษา จนบางท้องถิ่นกลายเป็นความเชื่อความศรัทธาร่วมกันของชุมชน ซึ่งถือเป็นความประทับใจ และเห็นถึงความงดงามในทางหลากหลายนี้
I’m actually interested in science subject especially plants and biodiversity. This book helped me to understand the relationship between living things that have to depend on each other. This relationship has presented in the form of a food chain that revolves around the abundance of soil, and fresh air. The immaculate nature influences the living things dwelling together in some way. This creates community, habitats, cultivation, livestock, fine customs, dining styles, clothing, and decoration. Finally, these heritages will be continued and preserved to be the belief and faith of the community. All in all, the captivating biodiversity is so impressive to me.

แชร์:

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ระดับประถมศึกษา

14-005

เด็กต้นไม้
The tree boy

สีไม้ (40x60 cm.)
Colored pencil
ชื่อวรรณกรรม
เด็กชายต้นไม้
The tree boy
ศิลปิน
เด็กหญิงวิภาวี อุ่นถิ่น
Wipawee Aunthin
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านเปียงซ้อ
Banpiengsor school
วรรณกรรม / Literature
ดอกสีส้มอมแดงบานสะพรั่งเต็มต้นที่ดูคล้ายร่มคันใหญ่ตัดกับท้องฟ้าสีคราม กิ่งใบส่ายไหวไปตามแรงลมที่พัดมาจากราวป่า แดดยามสายส่องผ่านช่องใบไม้ลงมาบนพื้นเป็นดวง ๆ อากาศเดือนพฤษภาคมแม้ยังคงร้อนจัดแต่ต้นหางนกยูงก็ยังยืนตระหง่านท้าสายลมและแสงแดดอย่างไม่อนาทรร้อนใจแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาเย็นสบายแก่เด็กหญิงที่นั่งไกวชิงช้าอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ใบหน้าเด็กหญิงเปื้อนยิ้ม มองกลีบดอกสีส้มอมแดงร่วงลงสู่พื้นดินตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง “ละไม” เสียงประสานเรียกชื่อจากเด็กชายและเด็กหญิงดังขึ้นพร้อมกัน เจ้งของชื่อถอนสายตาจากกลีบดอกสีส้มอมแดงที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นหันไปมองเด็กชายร่างบางที่เดินนำหน้าเด็กหญิงใบหน้ากลมเหมือนพระจันทร์ตรงมาหาเธอ “ไปกันหรือยัง” เด็กชายถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นเมื่อเดินมาหยุดตรงหน้าละไม “แหม! ดิน ทำเป็นตื่นเต้นไปได้ ทำอย่างกับไม่เคยเข้าไปเที่ยวป่าอย่างนั้นแหล่ะ” เด็กหญิงที่มาพร้อมกับเด็กชายกระเซ้าเพื่อน “เธอเองนั้นแหล่ะที่ตื้นเต้นกว่าฉัน ยายกระแต” เด็กชายสวนกลับไป
The crimson orange blossoms covering the whole tree looked like a gigantic umbrella contrasting the light blue sky. The leafy branches swayed along with the cool breeze from the forest. The ray of the sun slanted down on the earth through the hole of the branches making a lot of spots on the ground. The climate in May was extremely warm, but the flame tree still stood high in the wind tolerably. Its stretching branches gave a comfy shade to the girl who played her swing under the tree. Her face was painted with a smile while she was looking at the flaming petals falling down from the tree. “Lamai”, called from a boy and a girl. The girl named Lamai turned her face up from the falling leaves to see both of them. The thin boy and the round face girl walked towards her. “Shall we go?”, the boy eagerly asked . “Hmm! Din, you look so excited. It seems that you’ve never been to the forest before”, the girl nagged. “So you do, Kratae. You look much more excited than I am”, Din responded.
เหตุผล / Reason
ความประทับใจที่ได้จากการอ่านหนังสือ เรื่องเด็กชายต้นไม้ ทำให้หนูประทับใจในความงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องมีการบรรยายบรรยากาศที่สวยงามร่มเย็น สร้างความสุขให้กับหนูเป็นอย่างมาก ทำให้หนูอยากวาดภาพ เมื่อถ่ายทอดความงามของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้อ่านให้ผู้อื่นให้เห็นและช่วยกันรักษ์สิ่งแวดล้อม รักษ์โลกของเราให้งดงามเช่นนี้ตลอดไป
I was impressed by nature and the environment, especially the atmosphere in the book. It was pleasant and relaxing, so I would like to express the beauty of nature in the form of painting which probably inspires others to preserve the environment.

แชร์:
14-006

พญานาคราช
Phayanagarat

ปากกาหมึกซึม (38x57 cm)
Pen
ชื่อวรรณกรรม
สมุดภาพศิลปะรามเกียรติ์ฉบับบเยาวชน
Ramayana Picture Book for Juveniles
ศิลปิน
เด็กชายอัครินทร์ วิรุฬพัฒน์
Akarin Wirunphat
สถานศึกษา
สถาบันสอนศิลปะบินสตูดิโอ
Binh Studio
วรรณกรรม / Literature
พญาอนันตนาคราช เป็นแท่นบรรทมของพระนารายณ์ อวตารลงมาเป็นพระลักษมณ์ พญาอนันตนาคราชได้ช่วยพระรามรบ หนุมานได้เดินทางไปกับทัพลิงไปหาพญาอนันตนาคราช เมื่อไปถึงพญาอนันตนาคราชก็สอบถามว่ามาที่นี่ทำไม เมื่อรู้ความพญาอนันตนาคราชก็สำแดงให้เห็นเป็นพระลักษมณ์ หนุมานจึงขอให้ไปช่วยรบ พญาอนันตนาคราชพร้อมใจกันกับทัพพระราม เพื่อไปปราบทศกัณฑ์ให้สามโลกพ้นจากอธรรม
Phayanagarat or the giant Naga is the gigantic figure laying down for Naraya the Hidush God to recline. Both of them reincarnated in the form of humans named Pra Lax (Phayanagarat) and Pra Ram (Naraya). Hanuman, the king of monkeys, came to see Phayanagarat for help in the battle with Thotsakan, the king of demons. Thus, he changed himself into Pra Lax and joined the battle. Both Hanuman and Phayanagarat helped his god to win the battle against Thotsakan and brought peace to the earth.
เหตุผล / Reason
ข้าพเจ้ามีความประทับใจคือ เรื่อองราวของพญานาคราชเป็นเรื่องที่ข้าพเจ้าสนใจ พญานาคราชอวตารลงมาเป็นพระลักษมณ์ ข้าพเจ้าจึงจินตนาการแสดงให้เห็นเห็นถึงพญานาคราชเด่นชัด หนุมานได้ขอให้พญานาคราชช่วยรบ พญานาคราชก็ตกลงที่จะปราบทศกัณฑ์ ทำให้เห็นถึงแก่ความช่วยเหลือของพญานาคราช และสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้
The lesson I learned in the story and can use as a guidelines for life is the kindness that Phayanagarat extended to Hanuman to fight against the Thotsakan.

แชร์:
14-007

บ้านในป่า
A House in the Jungle

สีอะครีลิค (40x60 cm.)
Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
บึงหญ้าป่าใหญ่
Grassy Pond and the Big Jungle
ศิลปิน
เด็กหญิงกรีติกา ซิงค์ ชาวสวน
Kritika Singh Chaosuan
สถานศึกษา
สถาบันสอนศิลปะ Ononart Sattohip
Ononart sattahip
วรรณกรรม / Literature
เขาปีนนำขึ้นไปบนต้นไม้นั้น กิ่งช่างมากมายไม่น่ากลัวตก ใบที่ทึบก็ทึบจนเรามองไม่เห็นคนที่ขึ้นไปก่อน ได้ยินแต่เสียงฮึดฮัดออกแรงโหนเหนี่ยวพาตัวขึ้นไป ต้นไม้บางต้นเท่านั้นแหละที่มีไว้ให้เราปีนป่าย คนที่มีเท้าสำหรับเดินพื้นดินจะไม่รู้หรอกถึงความลับแห่งกิ่งไม้ต้นไม้ที่มีไว้เพื่อให้เราโหนไต่ ท้าทายให้เราแข็งแกร่งและกล้าหาญ พวกคนตาขาวเท่านั้นวิงวอนร้องเสียงสั่นว่าลงมาๆ อย่าปีนขึ้นไป ต้นไม้ใหญ่ๆ คงเสียใจถ้าไม่มีใครเลยสักคนไปป่ายปีน
A boy led his friends to climb up the tree. Its branches stretching in any direction scared us because it looked so dark when we looked up to the treetop. We couldn’t see the one who was climbing and hanging in the tree. We only heard the loud sound of climbing and swinging. Not many people knew that some trees could be climbed and some branches could be hung and swung. It was very challenging for those who were brave enough. Only the chicky prayed for life and asked the climbers to descend themselves to the earth. The gigantic trees would feel depressed if there was no-body climbing up.
เหตุผล / Reason
ประทับใจโทนเขานี่แหละ เขาควรจะเติบโตไปเป็นผู้ถ่ายทอดสิ่งที่มีเสน่ห์มาดูใจคน ความคิดความฝันของเขาพิเศษสุดเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะเคยมี แผ่นดินทองของไทยนี่แหละที่หล่อหลอมเขา เขาทำให้เรารู้จักสายน้ำลำแคว รู้รักแม้หมู่ไม้สายลม เขาเข้าใจฟ้าฝนโคลนเหลว เราเป็นหนึ่งเดียวกัน เราเอนอิงพิงกันอยู่ เราเรียนรู้จากกันและกัน ถ้าเรารักธรรมชาติ เราก็อยากให้มันคงอยู่ เราจะหาวิธีดูแล รักษาให้อยู่กับโลกใบนี้ตลอดไป เราทุกคนควรหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมและช่วยกันรักษามันไว้
Tone, the character in the story, was so imposing that he presented the charming of nature. His thought and feeling was unique and was molded by our golden land. He introduced us to nature such as rivers, breeze, climate, and forest. We learn to live with nature through him. Hence, we should preserve it for the next generation.

แชร์:
14-008

นั่นไงต้นไม้แทนตัวของฉัน
That is the tree of me

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed media
ชื่อวรรณกรรม
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก
When grandpa and grandma were young,
ศิลปิน
เด็กหญิง ภัทรชญา ลาภภัทรานนท์
Phatchaya Larbphatchatanont
สถานศึกษา
ชมรมสอนศิลปะหอศิลป์ปาร์ตี้อาร์ตแกลอรี่
Party Art Gallery
วรรณกรรม / Literature
คุณแม่ของคุณยายชี้ในคุณยายและพี่สาวดูว่า “นี่ไงต้นมะพร้าวที่แม่เอารกมาฝังไว้เมื่อตอนลูกเกิด คนละต้น แต่ก่อนหน้านี้เด็กเกิดจะเอารกมาฝังไว้โคนต้นไม้ ถ้าต้นไม้เจริญงอกงามเด็กคนนั้นก็จะเจริญด้วย แม่จึงเลือกฝังโคนต้นไม้เพราะโตเร็วดี” แล้วต่อมาคุณแม่พาลูก ๆ ไปเที่ยวท้องนา แล้วชี้ต้นตาลให้ดูว่า “โน่นไง ต้นตาลที่ฝังรกลุง ฝังตั้งแต่ต้นเล็ก ๆ เดี๋ยวนี้สูงแค่นี้เอง ต้นตาลอายุยืนมากนะ แต่เติบโตช้ามาก” คุณแม่เล่าว่า “พี่เลี้ยงคุณลุงเป็นคนจัดการเอารกใส่หม้อมาฝังที่ต้นตาลนี้” แกบอกว่า ถึงแม้ต้นตาลจะเติบโตช้ามากแต่ก็ทนทาน ทนแดด ทนฝน ตายยาก แกจึงเลือกม่ฝังที่ต้นตาล เพื่อเด็กจะได้มีอายุยืน ทนทานและแข็งแรงด้วย การฝังรกแล้วปลูกต้นไม้นี้ เป็นการปลูกต้นไม้ไว้เป็นที่ระลึกไปในตัวไงเล่า” คุณยายคิดว่าเป็นความคิดที่ดีจริง ๆ คุณยายก็มีต้นมะพร้าวเป็นที่ระลึก เมื่อเกิด คุณลุงก็มีต้นตาลต้นหนึ่ง คุณแม่ก็มีอีกต้นหนึ่ง เอารกไปฝังตามต้นไม้ยืนต่าง ๆ แล้วแต่จะคิดว่าฝังต้นอะไร คุณพ่อของคุณแม่จึงให้เอารกลูก ๆ ฝังโคนต้นตาลหมด เป็นที่ระลึกแล้วยังได้ประโยชน์อีกหลาย ๆ อย่างจากต้นตาลนี้ด้วย
My great-grandma pointed the coconut tree for my grandma and her sister and told them where she buried her placenta. After giving birth to a child, the mother or somebody took her placenta and buried it under the tree with the belief that if the tree grows well, the child will have a good life. She led her kids to the rice field where she put another placenta of my uncle. The placenta was well kept in the jar and buried under the sugar palm tree as the tree has a long life despite its slow growth. It can endure the harsh climate. That’s why she put it under the tree. My uncle will have a long life and be strong like the tree. The tree we buried the placenta can be a memorable tree, either. She thought it was a good idea that we had a tree to reminisce. Moreover, we can take the fruitful benefits from the tree.
เหตุผล / Reason
หนูมีความประทับใจหลังจากได้อ่านบทนี้ เรื่องราวเกิดจากภูมิปัญญาและความเชื่อของชาวบ้านที่เวลาคนจะคลอดลูกมักจะเอารกมาฝังไว้โคนต้นไม้ และถ้าต้นไม้เจริญงอกงาม เด็ก ๆ ก็จะเจริญเติบโตด้วย ส่วนมากจะฝังไว้กับต้นไม้ยืนต้นตั้งแต่เล็ก ๆ เช่นต้นมะพร้าว เพราะโตเร็วดีและต้นตาลซึ่งถือว่าเป็นต้นไม้ที่สามารถออกผลได้กิน และได้ใช้ประโยชน์อีกทั้งยังมีความสูงใหญ่ และอายุยืนด้วย แม้จะเติบโตช้าแต่ก็ทนทาน ทนแดด ทนฝน และตายยาก หนูชอบในความคิดของชาวบ้านในเรื่องนี้ เพราะสามารถต่อยอดมาเป็นความรู้สึกถึงการให้รู้จักคุณค่า และรักษาต้นไม้ทุก ๆ ต้น ให้ยั่งยืนเพื่ออยู่คู่กับธรรมชาติรอบตัวของเราตลอดไป มันถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องหันมาตระหนักและร่วมมือร่วมใจกันเพื่อช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปลูกฝังและสร้างเสริมจิตสำนึกที่ดีให้เยาวชนรุ่นต่อไปด้วยค่ะ
I was impressed by the local wisdom and belief that the placenta of the newborn baby is buried under the tree. It is believed that if the tree grows well, the baby will have a beautiful life. Mostly, it is likely to bury the placenta under the perennial tree when it is young, such as a coconut tree. This tree has a lot of benefits for the owner and tolerates the destructive nature. Despite slow growth, it is hard to die. I like this belief as it teaches me to conserve nature. It’s time for us to be well aware of this issue and help preserve nature in order to hand on the responsible value to our next generation.

แชร์:
14-009

ธรรมชาติหลังใหญ่
The Great Nature

ภาพพิมพ์ (40x60 cm.)
Etching
ชื่อวรรณกรรม
ลูกอีสาน
The Northeastern Boy
ศิลปิน
เด็กชายณัฐพล แพงคำ
Natthapol Paeskham
สถานศึกษา
โรงเรียนอนุบาลพุทธเมตตา
Buddhametta School
วรรณกรรม / Literature
คืนหนึ่งเดือนหวาน แต่พระจันทร์รุบหรู่เพราะหมู่เมฆบัง ขณะคูนนอนอยู่ระเบียงเรือนกับพ่อ มีทิดจุ่นขึ้นเรือนมาไว ๆ บอกว่าเอื้อยคำกองเจ็บท้องจะออกลูกแต่ตอนค่ำ ป่านนี้ยังไม่ออก ขณะนี้หมอตำแย กับป้าขาวเมียลุงใหญ่พากันข่มท้องเอื้อยคำกองอยู่ ทิดจุ่นว่าเท่านั้นก็มีแสงไฟดวงใหญ่หล่นวูบวาบจากบนฟ้าลงมาบ้านคุ้มเหนือ คูนตกใจร้องขึ้นชี้มือไปว่า “โฮ ๆ แสงไฟอะไร” พ่อบอกว่า “นั่นแหล่ะเขาเรียกว่าผีพุ่งใต้” พลันนั้นทิดฮาดขี้เมาก็วิ่งกึก ๆ มาอีก พูดว่า “เมียมึงออกแล้ว ออกลูกแล้ว ทิดจุ่นกลับไปไว ๆ” พ่อสอนอีกว่าเรื่องผีพุ่งใต้นี้ คนโบราณถือกันว่า ถ้าคนเกิดมาในขณะที่มีผีพุ่งใต้ตก คนนั้นนั้นจะเก่งกล้าสามารถในทางใดทางหนึ่ง ลูกเอื้อยคำกองก็ต้องเก่งทางหนึ่งแน่ ๆ คือเก่งกว่าคนอื่น
On the night of waxing moon but the clouds floating across the sky, Koon was laying beside his dad at the balcony of his house. Tid Jun rushed to see them tell that Euey Kham Gong was about to give birth but she was having labor pain. The midwife and Aunt Khaow tried to press her abdomen to facilitate newborn delivery. Meanwhile, there was a ball of fire flying across the sky to Baan Khum Nue. Koon got excited and cried out “Oh, what the light is?” Dad replied that it was the meteor. Suddenly, the drunken Tid Haad climbed up the house to inform Tid Jun that his wife just gave birth and urged him to return home abruptly. Dad told Koon about the ancestor’s belief that the newborn baby who was born in the meteor night would be a courageous man, so Euey Kham Gong’s son would be a talented boy in some way.
เหตุผล / Reason
ตามที่ผมได้อ่านมา มีหลายอย่างที่ผมประทับใจในภาพของผม จึงมีเรื่องราวหลายเรื่องราวในภาพ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคนอีสานจะอยู่รวมกันกับธรรมชาติ มีธรรมชาติ เป็นศูนย์รวม มีป่าไม้ หนังสือเล่มนี้จึงบอกถึงความรัก ความผูกพันของคนอีสาน และธรรมชาติ
There are many impressive stories in my picture. Mostly, the Northeastern people are likely to live with nature and forest. This book is centralized on love, relationship, and nature.

แชร์:

รางวัลพิเศษ ระดับประถมศึกษา

14-010

ขุดจิ้งหรีด
Digging for Crickets

สีอะครีลิค (40x60 cm.)
Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
ลูกอีสาน/ไปจับจิ้งหรีด
The Northeastern Boys:
ศิลปิน
เด็กหญิงอาศิรา ล่องแก้ว
Asira Longkaew
สถานศึกษา
โรงเรียนเทศบาลตำบลเขาพนม
Ban silpa Kru yut
วรรณกรรม / Literature
คูนเอาไม้เขี่ยไปเรื่อย ๆ ก็ได้เพียงสามตัว แม่เดินมาบอกว่า แม่ได้สี่ตัวเท่านั้นไปขุดหาตามชายป่าดีกว่าเพราะจิ้งหรีดมันชอบอยู่ใกล้ ๆ นา คือตกยามดึก ๆ มันจะพากันขึ้นจากรูออกไปหากินน้ำค้างในกอหญ้าแล้วมันจะร้องเพลงแข่งกัน เมื่อถึงชายป่าใกล้ ๆ นาก็มีจิ้งหรีดรูหนึ่งใต้ต้นติ้วเล็ก ๆ มีขุยดินกองอยู่ข้าง ๆ ปากรูสักสามสี่หยิบมือ “นี่แหล่ะรูจิ้งหรีด” แม่บอก คูนเอานิ้วชี้แหย่ลงไปก็หลวมหลุดลงพอดี แม่เอาเสียมขุดฉึก ๆ ลงสามสี่ที จิ้งหรีดตัวใหญ่ที่ชื่อว่า จินายโม้ตาคมวาววิ่งปร๋อออกมา แม่ตะครุบมันขึ้นมาไว้แล้วบอกว่า ถ้าได้จินายโม้ตัวอ้วน ๆ ขนาดนี้สัก 15 ตัวก็พอจะไปคั่วไปป่นกิน คูนเห็นมันเอาสองขาหลังยันอุ้งมือแม่จนขาเล็กมันหลุดออกข้างหนึ่งแล้วแม่ก็ใส่ลงข้อง คูนแยกจากแม่ไปขุดอย่างตั้งใจได้ถึงสามตัว ก็พอดีแม่เดินปาดเหงื่อตามใบหน้ามายิ้มให้คูนทีหนึ่ง บอกว่าแม่ได้ 7 ตัวแล้ว คูนก็บอกว่าได้ 3 ตัว แม่บอกอีกว่ากลับบ้านได้แล้ว เพราะจะไม่ทันพ่อหมอยาไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ให้ย่า
Koon looked for the crickets in the ground by raking his stick and got only three of them while his mom got four. Therefore, they walked over to the edge of the forest near the rice field. At night, the crickets would come out of their holes to sip the fresh dewdrop from the grass tips and start a chirping competition. There was a cricket hole near the field under a small tree with a heap of dirt nearby. “Here we go. This is the cricket hole,” mom told Koon. She used a shovel to scoop up the soil a few times and got a big cricket called ‘Jinaimo’. If they got chubby 15 Jinaimoes, it was enough to saute and grind them. The Jinaimo in mom’s hand tried to escape but mom was quicker. She put it in the bamboo trusted container. Koon got three of them whereas his mom got seven. It’s time to go back home as they had to arrive home before the traditional healer came to cure his grandma.
เหตุผล / Reason
ได้รับรู้เรื่องราววิถีชีวิตชนบทของคนอีสาน เมื่อ 45 ปีที่ผ่านมา เรื่องราวของเด็กชายคูนกับแม่ไปหาจิ้งหรีดที่โคกขี้เหล็ก แม่เล่าให้เด็กชายคูนฟังว่า ถ้าเป็นยามเกี่ยวข้าวแล้วใหม่ ๆ ไปหาตามต่อฟางจะได้ง่ายและเมื่อในนาหมดความชุ่มเย็นจิ้งหรีดจะเข้าป่าไปอยู่ตามใต้พุ่มไม้ ในป่าหมดความชุ่มชื้นลงอีกมันจะขุดรูอยู่ เมื่อมันแตกไข่เป็นตัวใหญ่ก็จับคู่กันไปหาขุดรูใหม่อีก การสื่อให้เห็น การดำรงชีวิตของคนในท้องถิ่นของภาคอีสาน การหาอาหาร การใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติของเด็กชายคูน คล้ายกับวิถีชีวิตที่บ้านของหนูที่จังหวัดกระบี่ ที่บ้านยายของหนูเคยเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นโอ่ง ตาเคยพาไปขุดจิ้งหรีดที่ข้าง ๆ บ้านตา และตอนกลางคืนพ่อไปขุดจิ้งหรีดได้หลายตัวทำให้หนูรู้สึกประทับใจเลยวาดภาพชิ้นนี้ขึ้นมา
I have learnt about the life-style of the Northeastern in the past. The story of Koon and his mom looking for the crickets at KokeKheeLek is interesting. They searched for the small creatures in hays after finishing the harvesting season. Then, when the rice field lost its moisture, the crickets moved to the forest. Finally, they moved again underground. After mating season, they dug another hole for themselves. There is something in common between the Northeastern’s and my hometown (Krabi) lifestyles. My grandma used to raise the crickets in a huge earth jar, and my grandpa took me to dig for them near his house. My dad also dug for them at night. Thus, I was inspired by this story and created this picture.

แชร์:
14-011

บ้านนก
A Bird House

สีอะครีลิค (40x60 cm.)
Acrylic
ชื่อวรรณกรรม
ม้าก้านกล้วย/นกทุ่ง
Banana Rib Hobbyhorse
ศิลปิน
เด็กชายอนุชัย มาตสม
Anuchai Matsom
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านห้วย
ฺิBan Huay school
วรรณกรรม / Literature
ทุ่งหญ้าและนาข้าว ช่างเหน็บหนาวเสียจริงหนอ หนาวรักและหนาวรอ เมื่อไหร่หนอนกจะมา นกทุ่งเคยเนาถิ่น มีแผ่นดินและดงหญ้า มีฝันและเมฆฟ้า มีวิญญาณ์และเสรี วันลมกระหน่ำโลก กระโชกทุ่งกระชากวิถี ทุกข์ย่ำชะตายี นกจึงหนีไปนับนาน นานนักที่เหน็บหนาว เพลงใบข้าวและหญ้าขาน ร่ำเรียกด้วยร้าวราน ทุ่งสะท้านโลกสะเทือน
It’s quite frigid in the field. I longed for the flock of birds to return. In the past, there was a green grass field and clear blue sky where those birds enjoyed their freedom. After the stormy day, everything got demolished, so the birds fled from the devastated field. Unfortunately, the birds never returned where they belonged, leaving the song from the rice field echoing lonely ever since.
เหตุผล / Reason
ในบึงหญ้าแห่งหนึ่งมีนกหลายฝูงมาอยู่รวมกันอย่างอบอุ่นและมีนกหลายสี มีสีเหลือง ขาว แดง และมีนกหลากหลายชนิดและมีต้นไม้หลากหลายชนิด และมีนกกำลังทำรังมีนกบิน มีนกอาบน้ำ มีนกเต้นรำ และมีทุ่งหญ้าและทุ่งนา และมีปลาหลากหลายชนิด ส่วนที่บ้านผมนั้นอยู่ใกล้กับเขาพนมมีน้ำไหลลงมาจากภูเขา และมีนกหลากหลายชนิด และทุก ๆ วันจะมีนกกระยางบินผ่านบ้านผมทุกวัน และมีนกเขาเกาะอยู่ตามไฟ บางตัวก็เกาะบนต้นไม้และต้นกล้วยต้นไม้หลากหลายชนิดมากมาย เมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหมือนกับสถานที่แห่งหนึ่งที่เมื่อก่อนมีนกมาอยู่รวมกันมากมาย แต่ปัจจุบันนกได้หายไปหมด เพราะมีนายพรานมาล่านกไป
There used to be several flocks of colorful birds gathering around the pond engulfed with leafy grass and various lavish plants. Those birds built up their nests flew into the sky, soaked up some water, and danced together. Several kinds of fish swam randomly in the pond. My place was close to Phanom Hill where the river flowed from. Every day, the bitterns flew past my home and the doves liked to stay on top of the lamp post. Some of them caught the branches of the tree or a banana tree. Nonetheless, everything has changed like every place around the world. Currently, the birds have gone as they were hunted.

แชร์:
14-012

หิ่งห้อย แมลง มหัศจรรย์
Firefly: the miraculous

สีไม้+สีโปสเตอร์ (40x60 cm.)
Colored pencil and poster color
ชื่อวรรณกรรม
เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก
When grandpa and grandma were young,
ศิลปิน
เด็กหญิงปุญญิศา สดใส
Poonyisa sodsai
สถานศึกษา
โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่
Anubaan Chiangmai school
วรรณกรรม / Literature
ตอนกลางคืนหน้าร้อน ที่ต้นลำพูมีหิ่งห้อยบินว่อนอยู่เต็มทุกต้น หิ่งห้อยเป็นแมลงตัวเล็ก ๆ มีแสงในตัวเอง เวลามันบิน แลดูวิบแว๊บ วิบแว๊บ สวยมาก บริเวณอื่นมืดยกเว้นต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยส่องแสงสว่างอยู่ระยิบระยับราวกับเฉลิมสวยน่าดูมาก โดยเฉพาะเวลากลางคืนข้างแรมที่เดือนมืด ต้นลำพูจะสว่างดีมาก กินอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เด็กผู้ชายโต ๆ จะนำเด็กเล็ก ๆ ไปจับหิ่งห้อยกัน เอาผ้าขนหนู ผ้าขาวม้าติดตัวไป มีขวดใหญ่มีฝาเกลียวไปด้วย เมื่อถึงต้นลำพูที่มีหิ่งห้อยมาก ๆ พอมันรู้ว่ามีคนจะมาจับมันจะดับไฟในตัวของมันจนมืด เราต้องนิ่ง ๆ ไม่เอะอะ “เงียบ จุ๊ ๆ” เลียงคุณอาคนเล็ก บอกหลาน ๆ รอจนมันหายกลัวก็จะเปิดไฟสว่างอีก คุณอาก็เอาผ้าเช็ดตัวตลบหิ่งห้อย แล้วเอาลงมาคลี่ดูได้หิ่งห้อยหลายสิบตัว ให้หลานเล็ก ๆ ช่วยกันจับใส่ขวดคนละไม้ คนละมือ
In the middle of a summer night, there were copious fireflies circulating around the lotus trees. They looked glittering in the darkness, especially on the night of the waning moon. After dinner, a teenage boy led a group of kids to catch fireflies at the lotus trees. They brought towels, Karmar band clothes, and a plastic bottle with a screw cap for their small adventure. When they arrived at the trees, the fireflies seemed to know what would happen, so they switched off their lights to camouflage themselves with the darkness. My little uncle signaled everyone in the group to keep quiet and waited until the fireflies glowed their lights again. Therefore, it was easy to spot and it’s time to hunt those fireflies.
เหตุผล / Reason
เป็นหนังสือที่เล่าเรื่อง ชีวิตในวัยเด็กของคุณตาคุณยาย ซึ่งผู้เขียนบรรยายให้เห็นภาพ ความประทับใจ เหมือนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้นจริง ๆ โดยเฉพาะตอนหิ่งห้อย ฉันได้อ่านแล้วมีความสนุกสนาน ตื่นเต้น ที่บรรยากาศตอนกลางคืนท่ากลางความมืด แต่มีแสงสว่างระยิบระยับมากมาย เป็นความตื่นตาตื่นใจ แฝงไปด้วยความมหัศจรรย์ของแมลงตัวเล็ก ๆ ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ทำให้ฉันรักเมืองไทย ที่มีบรรยากาศที่สวยงามในยามค่ำคืน
I was impressed by the picture the author depicted in the form of writing. It seemed that I was in the situation myself, especially in the firefly chapter. I was enthralled by the night of miraculously glittering fireflies that naturally possess light themselves. This made me love Thailand where I can enjoy the natural beauty at night.

แชร์:
14-013

บึงหญ้าป่าใหญ่
Grassy Pond and the Big Jungle

สื่อผสม (38x56 cm.)
Mixed Media
ชื่อวรรณกรรม
บึงหญ้าป่าใหญ่
Grassy Pond and the Big Jungle
ศิลปิน
เด็กชายอาทิตย์ พงษ์ทอง
Arthit Phongthong
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านไทยสามัคคี
Banthaisamakkhi school
วรรณกรรม / Literature
ย่างเข้าฤดูฝน ต้นอะไรๆ ก็พากันรีบงอก แตกใบอ่อนๆ ออกมาจนดินไม่มีที่ว่าง หลังจากฝนสาดซัดพื้น ปลุกเมล็ดพันธุ์ต่างๆที่นอนฝังดินให้ตื่นมาโป่งหน่อแตกใบ ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยลูกพืชแย่งกันขึ้น พวกลูกมะขามเทศ ทั้งมะขามเปรี้ยวก็เขียวพรึบเป็นลานอยู่เต็มใต้ต้นแม่ของมัน ต่างพากันหยั่งรากใสๆ ลงไปให้ลึกตอนที่ดินยังอ่อนนุ่มอยู่ด้วยน้ำฝน แล้วม้วนตัวอายๆ ขึ้นมาชูเม็ดเปิดเหมือนปีก พวกเถาวัลย์ที่ชูต้นตรงกับเขาไม่เป็น ก็เลื้อยทอดยอดออกไปไม่ยอมหยุด อยากให้แมลงปอเกาะ ทุกข้อแตกใบไม่บกพร่อง เข้าคลุมกิ่งไม้แห้งและต้นไม้ตายให้ดูเป็นพุ่มสีเขียว คืนกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ ทั้งต้นหญ้าและป่าใหญ่ต่างฟูหนีแผ่นดิน ขยับสูงขึ้นไปๆ เช้าวันนี้ตลอดฝั่งแควที่ไหลเอื่อยล้วนแล้วแต่มีต้นไม้ขนาดโอบไม่รอบขึ้นอยู่มากต้นจนเดินหลักหนีไม่พ้น ทำให้ทางเล็กๆ ริมฝั่งต้องคดโค้งกำลังเติบโตใบเต็มและยังไม่มีรูพรุน ด้วยว่าเดือนนี้ใบไม้ช่างมากมายเสียจนแมลงลืมกิน แผ่นดินทั้งหมู่บ้านกำลังอิ่มเอิบ ใจผมก็เต้นกระทบอก
When the rainy season was coming, the seedlings sprang out their small stems and plunged out the roots deep into the ground everywhere. It looked like they were trying to compete for their space and air, especially Manila Tamarind. These sour fruits were sprawling under the mother tree and were ready to grow on the soft dirt in which they could push their transparent roots easily. They curled themselves shyly on the ground and peeled up their seed like the wings of the birds. For the vines, they slithered themselves along the ground finding the dry sticks or dead tree trunks. Their leaves sprouted out abundantly and covered the dry trunks that made them look lively green again. All of the plants tried to stretch themselves up to the air as if they were escaping to be on the ground. Additionally, there were large tree trunks that couldn’t be hugged by one person growing along the river. There were no leaves prone by the insects or worms. Alternatively, there was too much to eat. Our village was soaked with blissful moments. My heart pounded loudly in my chest.
เหตุผล / Reason
ผมใช้เวลาอ่านเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่เกือบ 1 เดือน เพราะว่าเล่มหนามากครับ ที่เลือกอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะว่าผมชอบชื่อเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ เพราะผมชอบไปเดินที่บึงข้างๆวัด มีต้นไม้เต็มไปหมด เหมือนกับชื่อเรื่องเลยอยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไร พอได้อ่านสิ่งที่ได้จินตนาการก็ไม่เหมือนกับบึงที่วัดที่ผมเคยเห็น แต่เมื่อ่านเสร็จผมรู้สึกสนุก แต่ก็มีคำหลายคำที่อ่านแล้วไม่เข้าใจผมก็เปิดพจนานุกรม ถามครู หรือเปิดหาความหมายในกูเกิล ทำให้เข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ดีขึ้น อ่านแล้วสนุก เพลิดเพลิน ความประทับใจจากการที่ผมอ่านเรื่องบึงหญ้าป่าใหญ่ คือ เป็นเรื่องที่เขียนบรรยายเกี่ยวกับชนบท สายลม ทุ่งหญ้า ป่าเขา อ่านแล้วทำให้จินตนาการและรู้สึกเหมือนได้มีชีวิตอยู่ในนิยายเรื่องนี้จริง อ่านแล้วได้จินตนาการถึงธรรมชาติ และได้จินตนาการถึงชีวิตของเด็ก เมื่ออ่านเสร็จผมจึงนำสิ่งที่จินตนาการมาถ่ายทอดมาวาดเป็นภาพเพื่อให้ทุกคนได้เห็นธรรมชาติที่สวยงาม บริสุทธิ์ มีความละมุน งดงาม มีต้นไม้ทั้งต้นเล็กใหญ่ที่ยืนต้นเพื่อให้คนได้รับความสุขตาสุขใจและได้รับความสดชื่อจากสีเขียวของต้นไม้ มีบึงหญ้าที่มีสายน้ำสีฟ้ามีปลาแหวกว่ายซุกซนล่อตาล่อใจให้คนมาจับ ผมหวังว่าเมื่อคนที่เห็นภาพที่ผมวาดนี้จะทำให้ได้ซึมซับความสวยงามของธรรมชาติและเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนธรรมชาติ เพื่อนำไปสู่การร่วมมือกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้คงอยู่คู่กับมนุษย์บนโลกนี้ตลอดไป
I took almost a month to complete this book due to its thickness. I like the name of the story because I like strolling at the pond beside the temple where a lot of green trees grow up. However, this story is different from what I perceived in my real life. I enjoyed reading this story although there were heaps of unknown words that I needed to ask my teachers and search in google or a dictionary. The reason I enjoyed this book is it narrates country life with nature. I could broaden my imagination that I was in the story. Thus, I would like to express my feeling in my picture for everyone to experience pristine nature and hope that nature will be preserved for good.

แชร์:
14-014

แผ่นดินไทยของเรา
Our Thailand

สื่อผสม (40x60 cm.)
Mixed Media
ชื่อวรรณกรรม
เที่ยวทั่วไทยไพรกับภู
Traveling around Thailand with Phu
ศิลปิน
เด็กชายธนกร แสนทวีสุข
Thanakon Saenthawisuk
สถานศึกษา
โรงเรียนบ้านไทยสามัคคี
Banthaisamakkhi school
วรรณกรรม / Literature
ภูไพรท่องไปทุกถิ่น แผ่นดินงามงดสดใส ไม่เบื่อเมืองเหนือแดนไกล เชียงใหม่เลื่องชื่อลือนาม พระธาตุดอยสุเทพเด่น ตื่นเต้นชวนให้ไต่ตาม ประเพณีล้านนางาม ยิ่งยามขันโตกพาแลง ตำหนักดอยตุงสูงค่า งามตาน่ายลทุกแห่ง สวยสวยวางจัดดัดแปลง สีแดงม่วงพวงผกา ม่านหมอกเมฆงามยามเช้า สีเทาขุ่นเขาเงาภูผา ดอยปุยดอยเต่าเรามา ทุกคราเที่ยวเดินเพลินใจ ภูเก็ตระนองน่าเที่ยว เลาะเลี้ยวเกาะแก่งน้อยใหญ่ ชุมพรถิ่นน้ำกว้างไกล เลยไปสมิหราน่าดู กอและลวดลายงามยิ่ง เป็นสิ่งสำคัญเลิศหรู โนราลิเกฮูลู ชวนดูรองเง็งหนังตะลุง หาดใหญ่สมุยสวนโมกข์ ทั่วโลกลือเลื่องเฟื่องฟุ้ง ทิวทัศน์ประดับปรับปรุง แควคุ้งผืนทรายสุดตา ปั้นหยาห้าเหลี่ยมเยี่ยมยอด ถ่ายทอดภูมิไทยรักษา ส่งเสริมสืบสานนานมา คุ้มค่าพาใจภิรมย์ อีสานสมคำร่ำลือ เลื่องชื่อแพรพรรณงามสม ธรรมเนียมน้ำใจเกลียวกลม นิยมประเพณีงาม วิถีชีวิตเรียบง่าย แต่งกายผู้ไทยสยาม ผ้าไหมสีสดงดงาม เขตคามเชื่อมโยงชีมูล พระธาตุพนมตระหง่าน โบราณรักษ์ไว้ไม่สูญ ภูไพรต่อเติมเพิ่มพูน จำรูญไทยด้วยช่วยกัน งานบุญแห่เทียนเรียนรู้ เพลินดูทุกอย่างสร้างสรรค์ บั้งไฟไปดูด้วยกัน ครานั้นยิ่งใหญ่ลานตา บันทึกท่องเที่ยวทั่วไทย ภูไพรน้องพี่หรรษา สี่ภาคสยามโสภา ล้ำค่าเลิศยิ่งสิ่งใด แต่ต่างอย่างไรไม่แบ่ง ร่วมแรงสร้างสุขทุกสมัย เกิดอยู่แดนดินถิ่นไทย รวมใจหนึ่งเดียวเกลียวกลม
Phu traveled to several places in Thailand. In the North, he went to Phra That DoiSuthep in Chiang Mai where was renowned for rich cultures and dining customs, Khan Tok. The gorgeous Doi Tung Mansion was embraced by variegated florals. As well, DoiPui and Doi Tao were blanketed by the fresh mist in the morning and surrounded by high grey hills. Furthermore, he made his trip to the South where he visited engrossing beach sites and islands in Phuket, Ranong, and Chumphon. He also wandered around Samila Beach to see intriguing Kolae Boats including watching the traditional local dramas and dances: Li-Kea, shadow puppet show, Nora and RongNgeng dances. There were picturesque views in SuanMokkh and along the beach in Hat Yai and Samui. The magnificent Pentagon Pun-Yha Building was inherited from the past. In Northeastern, their silk woven clothes were well-known around Thailand together with Phra That Phanom, the sacred place, and its ravishing customs. The people were so nice and kind with their simple lifestyles. Rivers Chee and Moon flowed along the region. The candle festival and the wonderful rocket festival are the local heritages which were worth preserving for the next generation. The traveling log Phu has made from the four regions was precious. No matter how different they are, they still live harmoniously in Thailand.
เหตุผล / Reason
ผมได้อ่านวรรณกรรม เรื่อง เที่ยวทั่วไทยไพรกับภู ที่โรงเรียน เป็นหนังสือที่ครูอ่านนอกเวลาเรียน อ่านแล้วได้นึกเห็นภาพความงดงามของความเป็นไทย เป็นภาพความงดงามที่ผมยังอยากให้คงอยู่คู่กับเมืองไทยตลอดไป เพราะถึงแม้ประเทศไทยจะมีหลายภาค คนไทยใช้หลายภาษา มีความแตกต่างทางประเพณีและวัฒนธรรม แต่เป็นความแตกต่างที่งดงามและลงตัว อ่านแล้วจึงนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการวาดเป็นภาพที่ถ่ายทอดความงดงามของประเทศไทยตามบทประพันธ์และสืบค้นหาข้อมูลความงดงามทั้งประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต และแหล่งท่องเที่ยวเพิ่มเติม เช่น ศึกษาข้อมูลเรือกอและในภาคใต้ ศึกษาประวัติความเป็นมาของพระธาตุดอยสุเทพ เป็นต้น อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้เพลิดเพลินมีความสุข มีจินตนาการได้คิดเป็นภาพจากตัวหนังสือและยังทำความให้มีความรู้เพิ่มเติมยิ่งขึ้นไปอีกจากการได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม ในภาพผลงานผมได้งาดเป็นแผนที่ประเทศไทย ภายในแผนที่ผมได้ตั้งใจวาดเนื้อหาของดี หรือความงดงามของแต่ละภาคลงไป ซึ่งสามารถมองเห็นหรือเปรียบเทียบถึงความแตกต่างของประเพณี วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของแต่ละภาคอย่างชัดเจน เมื่อมองรวมกันจะมองเห็นความงดงามของแต่ละภาคที่ช่วยส่งเสริมกันจนเป๋นความงามของประเทศไทย ส่วนกลางภาพผมวาดเป็นคนไทยมาจับมือกันและถือธงชาติไทยและธงสีเหลืองเพื่อเทิดทูนสถาบัน เพื่อสื่อถึงความรัก ความสามัคคีกลมเกลียวของคนในชาติเท่านั้นที่จะเป็นพลังที่ทำให้ความงดงามนี้คงอยู่ตลอดไป และอนาคตประเทศไทยยังคงเป็นประเทศไทยตลอดไปไม่มีใครมาแบ่งแยกได้
After reading ‘Traveling around Thailand with Phu’ at school, I can picture the attractive sites which I want them to be there with this country forever. Despite various regions, cultures, and dialects, there is a harmonious combination among Thai people. These inspired me to create a picture of Thailand’s beauty. Moreover, I have done a lot of research about some places and local belongings such as Kolae Boat in the South, and Phra That DoiSuthep in the North. I painted a map of Thailand in which I can put some details of each region. Those details can illustrate the different customs and cultures while in the middle I drew people holding their hands together. They also held national flags and yellow flags representing the monarchy. This portrays the sense of unity of Thailand which will bond us together forever.

แชร์: