“การตัดต้นไม้ที่บวชแล้ว มันก็เปรียบเสมือนการฆ่าพระสงฆ์ เพราะจิตใจมนุษย์กลัวการกระทำบาปต่อป่า” พีท - วรุฒม์ ผ่องภักต์

วรุฒม์ ผ่องภักต์ หรือ พีท เจ้าของผลงาน “บวชป่า” ที่คว้ารางวัลพิเศษ ระดับชั้นอุดมศึกษา ในโครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย กับอินทัช ปีที่ 14

จากบทพูดสั้น ๆ ในบทละคร เขาได้ต่อยอดจินตนาการ และตกผลึกออกมาเป็นชิ้นงานที่หยิบเอากุศโลบาย และความเชื่อทางศาสนาของต้นไม้ที่บวชแล้ว มาเพื่อกระตุ้นเตือนถึงความสำคัญของการรักษาพื้นป่าไว้ให้กับลูกหลานต่อไป

อะไรคือเบื้องหลังแนวคิดของภาพนี้ มีที่มาที่ไปจากไหน เทคนิคที่ใช้จะสะท้อนความหมายอย่างไร วันนี้เราพาไปพูดคุยเพื่อหาคำตอบกับเขากัน กับ พีท - วรุฒม์ ผ่องภักต์


พีท - วรุฒม์ ผ่องภักต์
พีทเริ่มต้นสนใจศิลปะได้อย่างไร
เริ่มสนใจศิลปะตั้งแต่ช่วงประถม ตอนนั้นที่โรงเรียนมีกิจกรรมบัดดี้ระหว่างคุณครูกับนักเรียน คุณครูแต่ละท่านก็จะมีนักเรียนเป็นของตัวเองในแต่ละวิชา แล้วคุณครูศิลปะก็เลือกผมจากแฟ้มสะสมผลงาน ทำให้ได้เรียนรู้ศิลปะเพิ่มเติมและเข้ามาประกวดศิลปะตั้งแต่ช่วงประถม

แรงบันดาลใจที่ทำให้ทำงานศิลปะ
ผมเคยชนะเลิศประกวดวาดภาพโครงการหนึ่ง ตอนนั้นผมกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นรางวัลที่ผมภาคภูมิใจมาก ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อ 20 ปีก่อน ครูผู้สอนศิลปะของผม ท่านก็เคยได้รับรางวัลนี้มาเช่นกัน เหตุการนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจที่ทำให้ผมอยากมีความรู้สึกแบบนั้นบ้างในอนาคต หากลูกศิษย์ของผมเข้าประกวดแล้วได้รับรางวัลแบบนี้บ้าง มันก็เป็นการสร้างโอกาสให้กับเขาต่อไป และหวังว่ามันจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ดังนั้นมันจึงเป็นความตั้งใจที่ทำให้ผมเรียนต่อและทำงานในด้านศิลปะมาจนถึงทุกวันนี้

เรียนรู้ศิลปะจากที่ไหน
ผมได้ฝึกทักษะทั้งในด้านการปฏิบัติและวิธีการสร้างสรรค์ผลงานจากคุณครู "โกสินทร์ บุตรเนียม" ซึ่งท่านเปรียบเสมือนเป็น “จานสี” ชิ้นสำคัญในการทำงานศิลปะของผม เนื่องจาก กว่าผลงานในแต่ละชิ้นนั้นจะเข้าสู่กระบวนการทำงานจริงให้มีคุณภาพได้ ต้องมีการคิดในแง่มุมต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนและไม่หลงประเด็น ดังคำสอนของท่านที่ว่า “คิดเยอะ ๆ ...แต่อย่าคิดมาก” จากนั้นจึงจะเริ่มลงมือสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์ เสมือนกับ จานสี ที่เราต้องผสมแต่ละสีเพื่อให้มั่นใจในสีที่เราต้องการ ก่อนจะนำมาระบายลงบนผลงานจริง

แหล่งเรียนรู้ศิลปะอีกที่หนึ่งที่สำคัญคือ จากการประกวดต่าง ๆ ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียน จากการแลกเปลี่ยนความรู้ที่หลากหลายของคนในวงการศิลปะ เพื่อนำมาศึกษาและต่อยอดผลงานศิลปะของผมในอนาคต

สไตล์ และเทคนิคที่เราถนัด
ที่จริงแล้วผมยังไม่มีเทคนิคที่เป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนขนาดนั้น แต่รูปแบบผลงานที่ผมมักจะทำบ่อย ๆ คือ รูปแบบ Surrealism โดยใช้เทคนิคสีน้ำมัน เพราะเป็นรูปแบบที่เปิดโอกาสทางความคิดและมุมมองของผมได้อิสระ

มีศิลปินที่ชื่นชอบเป็นพิเศษไหม
ในด้านกระบวนการคิดและการสื่อความหมายทางศิลปะ คือ “อาจารย์วิโชค มุกดามณี” ผมมีโอกาสได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานศิลปะและแนวทางในการทำงาน ยิ่งทำให้ผมรักเเละเคารพท่านมาก ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในชีวิต แต่มันจะอยู่ในใจผมตลอดไป

ถ้าศิลปินที่ผมชอบในรูปแบบของผลงาน คือ “อาจารย์ประทีป คชบัว” ที่ทำงานแนว Surrealism เพราะเป็นรูปแบบที่ผมชอบอยู่แล้ว อีกทั้งผลงานของท่านยังแสดงออกถึงการนำเสนอแนวคิด ความมีวินัย ความขยัน และทักษะฝีมือที่สะท้อนให้เห็นภายในชิ้นงานได้เป็นอย่างดี

อธิบายเกี่ยวกับงาน Surrealism ที่เราทำให้ฟังหน่อย
Surrealism ถ้าเป็นการบรรยายภาพเบื้องต้น ลักษณะของงานอาจจะเป็นการนำเสนอภาพที่เหนือความเป็นจริง ซึ่งจะไม่สามารถเกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันได้ แต่ถ้าศึกษาดูจริง ๆ แล้ว Surrealism นั้นเป็นจิตใต้สำนึกของศิลปิน ว่าเขามีความคิดอย่างไรภายในจิตใจ จากนั้นจึงจะถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะ สำหรับผมแล้ว มันคือการแสดงออกของนามธรรมภายใต้จิตใจให้ออกมาสู่รูปธรรมตามทัศนคติของศิลปิน

งานประติมากรรมพระนารายณ์ทรงครุฑ


พีท - วรุฒม์ ผ่องภักต์ กับ อาจารย์สัญญา วงศ์อร่าม

งานประติมากรรมพระนารายณ์ทรงครุฑ
ผลงานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นสุดท้ายในวิชาปั้นไทยพื้นฐาน ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในโครงการยุทธศาสตร์สู่ความเป็นเลิศด้านศิลปะไทย สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยชิ้นนี้เป็นงานประติมากรรมนูนสูง โดยใช้เทคนิคดินน้ำมันผสมขี้ผึ้ง ขนาด 60x40 ซม. สอนโดย “อาจารย์สัญญา วงศ์อร่าม” ศิลปินและผู้เชี่ยวชาญในวงการปั้นครุฑมากว่า 50 ปี

หลังจากที่ได้เรียนรู้ทักษะการทำงานพื้นฐานของศิลปะไทยไปแล้ว ผมจึงนำมาประยุกต์ใช้ ในรูปแบบที่ผมถนัดอย่าง Surrealism ซึ่งมีที่มาจากความเชื่อในสังคมไทยในด้านไสยศาสตร์ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ นำมาอธิบายโดยใช้ภาพลักษณ์ของวิทยาศาสตร์ จนนำมาสู่ผลงานชุด “ซากดึกดําบรรพ์สัตว์หิมพานต์”

แนวคิด : การนำเสนอรูปลักษณ์ที่มีลักษณะคล้ายกับซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ที่มีอยู่จริงเมื่อหลายล้านปีก่อน ผสมผสานร่วมกับสิ่งมีชีวิตพิสดารทางความเชื่อของสังคมไทยเพื่อแสดงออกถึงการมีอยู่จริงของสัตว์หิมพานต์ตามทัศนคติของข้าพเจ้า เพียงแต่ว่าวิทยาการของมนุษย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถค้นพบหลักฐานเชิงรูปธรรมได้ “แต่มันไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีอยู่จริง”


ชื่อผลงาน : หลักฐานปฐมภูมิ (Primary sources)
เทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบ , ขนาด 120 X 150 ซม.


ชื่อผลงาน : เขาและปลา
เทคนิค : สีน้ำมันบนผ้าใบ , ขนาด 90 X 120 ซม.


ผลงาน “บวชป่า” ที่ได้รับรางวัลพิเศษ ระดับชั้นอุดมศึกษา ในโครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย กับอินทัช ปีที่ 14 www.intouchstation.com/awarded-works/14-040/

ที่มาของผลงาน “บวชป่า” และทำไมถึงเลือกวรรณกรรม “บทละคร ร้อยป่า” มาถ่ายทอดเป็นผลงานชิ้นนี้
ที่มา มาจากบทพูดของตัวละครหนึ่งใน “บทละคร ร้อยป่า” ที่ผมเคยดูทางโทรทัศน์ คำพูดประมาณว่า “ต้นไม้ที่บวชแล้ว เปรียบเสมือนพระสงฆ์ ใครตัดต้นไม้เท่ากับฆ่าพระสงฆ์” คีย์เวิร์ดนี้เป็นแรงบันดาลใจหลักที่เรานำมาสร้างสรรค์ผลงาน โดยการจินตนาการลักษณะของงานว่าจะออกมามีรูปแบบอย่างไร ในท้ายที่สุดผมคิดว่ามันน่าจะมีลักษณะที่เป็นเหมือน “ดินแดนที่ศักดิ์สิทธิ์” เมื่อมองเข้าไปแล้วควรเป็นที่น่าเกรงขาม เราไม่ควรจะบุกรุกเข้าไป มากกว่าที่จะเป็นการเล่าเรื่องโดยตรง ผมจึงนำคำพูดนั้นมาตีความเป็นภาพในจินตนาการตามทัศนคติของผม

เทคนิคที่ใช้ในภาพนี้
เป็นการประยุกต์จากเทคนิค “Chine Collé” ซึ่งเป็นการพิมพ์ภาพร่วมกับการปะติดวัสดุ ซึ่งจุดสำคัญคือการใช้วัสดุที่ต้องเหมือนกันทั้งขนาดและตำแหน่งของการพิมพ์ เเต่เนื่องจากผมมีความประสงค์ที่จะส่งแม่พิมพ์เพื่อสื่อสารเนื้อหาเชิงวัสดุ จึงนำมาประยุกต์กับเทคนิคสื่อผสม ระหว่างการเขียนภาพสีน้ำมัน และการแกะไม้ Woodcut

ช่วยอธิบายเกี่ยวกับเทคนิค “Chine Collé” ให้ฟังหน่อย
ภาพพิมพ์ส่วนมากจะพิมพ์ด้วยการกลิ้งสีลงบนแม่พิมพ์และพิมพ์ลงบนกระดาษ แต่ว่าภาพพิมพ์ Chine Collé จะต้องมีวัสดุอื่นเข้ามา ซึ่งอาจจะเป็นผ้า เป็นกระดาษ หรืออะไรก็ได้ที่เกี่ยวข้องกับผลงาน แต่วัสดุที่ใช้ในงาน จะต้องเหมือนกันในทุกแม่พิมพ์ สมมติว่าเราพิมพ์จำนวน 10 ภาพ เราก็ต้องเตรียมวัสดุเช่นเดียวกัน อย่างน้อย 10 ชิ้น นอกจากนี้การใช้เทคนิค Chine Collé ทำให้ต้องใส่ใจในรายละเอียด เสน่ห์ของภาพพิมพ์ไม่ได้อยู่ที่ตอนเราทำแม่พิมพ์อย่างเดียว มันขึ้นอยู่กับตอนพิมพ์ด้วย มันทำให้เราต้องตั้งใจและปราณีตในตัวผลงานมากยิ่งขึ้น

เทคนิค Chine Collé มันตอบโจทย์กับวัสดุของจริง ดังนั้นผมไม่เลือกการพิมพ์แม่พิมพ์ลงบนกระดาษ แต่ใช้การส่งแม่พิมพ์ (ต้นฉบับ) เพราะมันเป็นเหมือนหลักฐานชั้นปฐมภูมิ เราสื่อสารผ่านวัสดุนั้นจริง ๆ แม่พิมพ์ก็เป็นไม้จริง ๆ เราก็เปรียบเสมือนว่าแม่พิมพ์นั้นคือป่าไม้ ยิ่งไปกว่านั้นในส่วนของจีวรเราก็ใช้จีวรจริง ๆ แล้วค่อยมาลงแสงเงาเพื่อสร้างมิติของผลงาน และเวลาผู้ชมชมผลงาน เขาก็จะรู้ว่าสิ่งนี้คือไม้และจีวรจริง ๆ ความเป็นรสชาติวัตถุทางศิลปะก็ยิ่งสื่อสารไปสู่ผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น

แสดงว่าจีวรที่ใช้ในภาพก็เป็นของจริง
ใช่ครับ สีส้มในภาพนั่นคือจีวรจริง ๆ แต่ว่าเป็นจีวรที่ซื้อใหม่ และนำมาย้อมสีมันไม่ให้เป็นสีส้มที่สว่างจนเกินไปแล้วเราก็ใช้สีน้ำมันมาคัดแสงและเงา จากนั้นนำมาตัดตามขนาดที่พอดีกับต้นไม้ที่วาดไว้ แล้วค่อยเอาสีน้ำมันมาไล่น้ำหนักแสงเงาให้มันกลมกลืนไปกับต้นไม้อีกครั้ง

ภาพ “บวชป่า” ที่เราทำ นี่ถือเป็น Realism หรือ Surrealism
ในส่วนของแนวคิดเริ่มแรกเป็นแบบ Surrealism เพราะบวชป่าเป็นความเชื่อที่สะท้อนสังคมกับจิตใต้สำนึก เนื่องจากเรากลัวการกระทำบาป (ความคิดเชิงนามธรรม) มากกว่ากลัวกฎหมาย (ความจริงเชิงรูปธรรม) การตัดต้นไม้ที่บวชแล้ว ก็เปรียบเสมือนการฆ่าพระสงฆ์ ความเชื่อนี้มันก็คือจิตใต้สำนึกของคนที่ไม่กล้าที่จะตัดไม้ทำลายป่า เพียงแต่ว่าภาพลักษณ์ที่ออกมามันเป็น Realism เพื่อสื่อสารโดยตรงกับผู้ชมให้เข้าถึงได้อย่างไม่ซับซ้อน ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ผมอยากให้มองมุมมองระหว่างภาพลักษณ์กับแนวคิดแยกออกจากกัน


ผลงาน “บวชป่า” บน Online Exhibition www.intouchstation.com/3d-exhibition
คิดว่าการอ่านวรรณกรรมช่วยเสริมสร้างจินตนาการในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างไร
พอขึ้นชื่อว่าเป็นวรรณกรรม เราใช้ตัวอักษรส่งเสริมจินตนาการผู้อ่าน ภาพเหล่านั้นเราจะสร้างตัวละครขึ้นมาจากประสบการณ์ของเรา หรือสิ่งที่เราเคยเห็นจากในอดีต แล้วเราก็มาตีความเป็นภาพภายในความคิดของเราเพียงคนเดียว แต่พอเป็นศิลปะ เราสามารถนำภาพในจินตนาการเพื่อเผยแพร่ความรู้หรือความเข้าใจที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์จนออกมาเป็นผลงานศิลปะให้ผู้ชมได้เข้าใจเนื้อหาในวรรณกรรมนั้นได้ ถ้าเกิดเขาชอบผลงานศิลปะของเรา มันก็จะมีโอกาสที่เขาจะไปศึกษาวรรณกรรมนั้นต่อ หรือนำไปต่อยอดวรรณกรรมนั้นได้ในอนาคต

ศิลปะมีประโยชน์อย่างไรกับชีวิตของเรา
ศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้มี วรุฒม์ ผ่องภักต์ ในทุกวันนี้ครับ มันคือสิ่งที่สร้างโอกาส ทั้งการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต อีกทั้งเราก็สามารถนำศิลปะเหล่านั้นไปสร้างสรรค์ให้กับสังคมได้ เช่น โครงการจิตอาสา การส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังสร้างชื่อเสียงต่อตนเอง ครอบครัว และต่อสถาบันได้
อนาคตอยากทำงานด้านศิลปะไหม
แน่นอนครับ แผนที่ตั้งใจที่สุดในอนาคตอันใกล้นี้คือ การเป็นครูศิลปะ หลังจากเรียนจบศิลปศึกษา หรืออาจจะเรียนต่อเพิ่มเติมในด้านศิลปะ เพื่อพัฒนาความรู้ของตนเองเเละเผยแพร่ไปสู่ผู้อื่นต่อไปครับ

สามารถรับชมผลงานทั้งหมดในโครงการจินตนาการ สืบสาน วรรณกรรมไทย กับอินทัช ปีที่ 14 ผ่าน Virtual Exhibition และซื้อผลงานศิลปะที่ได้รับรางวัลในปีที่ 14 ได้ที่ www.intouchstation.com รายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายสมทบทุนมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เป็นทุนการศึกษาของนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในโครงการบัณฑิตคืนถิ่น

แชร์: